แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทนายศรีสะเกษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทนายศรีสะเกษ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก.401 แล้วจะฟ้องเอาคืนฟรี ๆ

ไม่มีสัจจะ ในหมู่โจร 

ขายที่ดิน ส.ป.ก. แล้วจะมาฟ้องเอาคืนแบบฟรี ๆ ได้ด้วยหรือ ?




สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความคนศรีสะเกษ

วันนี้มาดูปัญหาที่ชาวบ้าน ทึ่มีที่ดินอยู่ในเขต ส.ป.ก.

เช่น แถวอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ บ้านผมเอง

ปัญหามีอยู่ว่า ชาวบ้านตกลงซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. กันเอง

โดยการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้กับคนซืิ้อ พร้อมต้นฉบับ ส.ป.ก.4-01

เเละมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันเป็นหลักฐาน...

โดยตอนซื้อขายที่ดิน สปก. ก็เข้าใจดีทั้งสองฝ่ายว่าทีี่ดิน สปก.ห้ามซื้อขายกันตามกฎหมาย

แต่ก็อาศัยความไว้วางใจกันว่า ซื้่อแล้วจะไม่เอาคืน....

...บางคนก็มีการทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เพื่อเป็นหลักประกันป้องกันการเอาที่ดินคืน...


แต่วันดี คืนดีคนขาย หัวหมอ 
มาฟ้องเอาคืนที่ดิน สปก.4-01 
โดยจะไม่จ่ายเงินคืนให้กับคนซื้อชักบาท...

จะได้ทั้งเงิน จะได้ทั้งที่ดิน สปก.คืนแบบฟรี ๆๆ

เงินทองบังตา ทำให้ลืมสัญญาทีี่เคยให้ไว้...
คนแบบนี้น่าคบหาจริงๆ ...

คนซื้อ ซึ่งเป็นญาติพี่น้องก็เลยมาปรึกษาว่า 

ท่านทนายเขาฟ้องเอาที่ สปก.คืน จะสู้เขาได้หรือเปล่านี้ ??

หลังจากตรวจสอบพยานหลักฐาน ข้อกฎหมายและฎีกาแล้ว

ผมก็ตอบแบบฟันธงไปว่า..

" คดีนี้ป้าสู้คนขายได้สบาย แต่สู้ ส.ป.ก.ไม่ได้นะครับ "

คือสู้คดีชนะได้ แต่สุดท้ายป้ายังต้องไปวัดใจกับสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ( ส.ป.ก.) 

ว่า ส.ป.ก.จะยกที่ดินแปลงนี้ให้ใครต่อ..

ก็เลยให้คำแนะนำป้าไปว่า ป้ามี 2 ทางเลือก คือ

1.เจรจาตกลงขายที่ดิน ส.ป.ก.คืนให้กับคนที่ขายในราคาที่เหมาะสม 
   เพราะถึงชนะคดีแต่ที่ดินก็ตกเป็นของสปก.ที่จะยกให้เกษตกรคนอื่นต่อไป
   ซึ่งป้าอาจได้ที่ดินแปลงนี้หรือ สปก.อาจยกให้คนอื่นก็ได้.. ( ได้ความสบายใจ )

2. สู้คดีชนะ ครอบครองทำกินต่อไป จนกว่า ส.ป.ก. จะมาฟ้องขับไล่ป้าและครอบครัว
    ออกจากที่ดินแปลงที่มีปัญหา..( ได้ที่ดินแต่ยังไม่สบายใจ )

ซึ่งปรากฎว่าคดีนี้ไม่สามารถเจรจาตกลงราคาซื้อคืนทีี่ดิน สปก.ได้..
เพราะคนขายก็อยากได้ที่ดินคืนแบบฟรี ๆ จึงต้องมีการยื่นคำให้การต่อสู้คดีกัน

ซึ่งคดีนี้ผมให้การต่อสู้คดีไว้หลักๆ 3 ประเด็น ด้วยกันคือ

1.โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ใช่ผู้เสียหาย 
    เนื่องจากโจทก์ได้จำหน่าย จ่ายโอน สิทธิในการทำประโยชน์
   ในที่ดิน ส.ป.ก.แล้ว ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์
   ในที่ดิน ส.ป.ก.ทันที นับแต่วันขายที่ดิน ส.ป.ก.และส่งมอบการครอบครอง
   ให้กับจำเลย ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ข้อ 11

"""ที่ดินกลับไปเป็นของ ส.ป.ก. แล้วไม่ใช่ของโจทก์อีกต่อไป"""

2.โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุุจริต เนื่องจากโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดิน สปก.
   กฎหมายห้ามซื้อขายกัน แต่โจทก์กลับนำที่ดินสปก.ไปขาย
   อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้นแล้ว
   โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเพื่อจะเอาที่ดิน สปก.คืน แบบฟรี ๆ 
    อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
   โดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือ..

3.คดีโจทก์ขาดอายุความ..เรื่องลาภมิควรได้...แล้ัว


สุดท้ายคดีนี้ สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จ...

ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า "  ตาม พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 
มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังบุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ฯลฯ

นิติกรรมการซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก.ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจึงไม่มีิสิทธิเข้าทำกินในที่ดิน สปก.

แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า.โจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้กับจำเลยแล้ว โจทก์มีเจตนาละทิ้งการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ดังกล่าวไป โจทก์ย่อมสิ้นสิทธการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ด่ินเพื่อเกษรกรรม....พ.ศ.2535 ข้อ 11 การครอบครองย่อมตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรมอีกครั้ง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
            พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ."

โจทก์อุทธรณ์ ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น 
แต่ได้โปรดวินิจฉัยประเด็นเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์
ไว้ว่า เห็นว่า โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้จำเลยครอบครองและ
ทำประโยชน์ตลอดมา การที่โจทก์กลับมาอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์
ในเขตปฏิรูปที่ดินและฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต 
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ พิพากษายกฟ้องโจทก์ 
ให้ชดใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย 3,000 บาท...

สรุปคดีนี้ คนซื้่อที่ดิน สปก.ชนะครับ...

ข้อกฎหมาย ระเบียบ สปก.ที่เกี่ยวข้องและฎีกาที่ใช้ในการต่อสู้คดีนี้

1.ที่ดิน สปก.ห้ามซื้อขาย...ตาม พรบ.การปฎิรูปเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39

2.ทีี่ดิน สปก.ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ห้ามคนซื้อยกอายุความครอบครองขึ้นต่อสู้กับ ส.ป.ก.
   ในเรื่องที่ดินที่ ส.ป.ก.ได้มาตาม พรบ.การปฎิรูปเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 37

3.การสิ้นสิทธิของผู้มีชื่อใน ส.ป.ก.ทันที ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 
   ว่าด้วยการให้เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 
   ปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 11

4.สัญญาซื้อขายที่ดิน สปก.ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

5.ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องลาภมิควรได้
  มาใช้บังคับ ตาม ประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172

ุ6.อายุความเรื่องการคืนที่ดิน สปก.ตามหลักลาภมิควรได้ มีอายุความ 1 ปี 

7.การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5


ฎีกาที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายที่ดิน สปก.

ฎีกาที่ 2180/2545 การที่โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน
ให้จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา การที่โจทก์กลับมาอ้างว่า 
เป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและ
มาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต 

ฎีกาที่ 2293/2552 การซื้อขายที่ดิน สปก.ตกเป็นโมฆะ 
ที่ดิน สปก ตกกลับมาเป็นของ ส.ป.ก.อีกครั้ง
ส.ป.ก.มีอำนาจมอบให้คนอื่นทำกินต่อไป 
จำเลยจะยกอายุความแย่งการครอบครองมาเกินกว่า 1 ปี กับ ส.ป.ก.ไม่ได้
ตาม พรบ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 37

ฎีกาที่ 10669/2546 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน สปก. ตกเป็นโมฆะ 
ให้คืนเงินเต็มจำนวนตามหลักเรื่องลาภมิควรได้..เมื่อจำเลยไม่ได้ยกอายุความเรื่องลาภมิควรได้
ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย


สรุปที่ดิน ส.ป.ก.ห้ามซื้อขาย 

ซื้อขายแล้วจะมีปัญหา ไม่รุ่นพ่อแม่ ก็รุ่นลูกหลานคับ..

หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ..
ปล. ถ้าชอบให้กด Like ถ้าใช่กด Share แต่ถ้ารักให้กด Love

แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปครับ


กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความศรีสะเกษ

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการมรดกขี้โกง การฟ้องผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งมรดกให้ใคร ?

ผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกไม่เป็นธรรม ?



สวัสดีครับผม ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความคนศรีสะเกษกันเอง 
วันนี้มาพบกับปัญหาว่าด้วย เมื่อ ผู้จัดการมรดกขี้โกง หรือ
เป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้ใคร  จะทำยังไงดี

กฎหมายเพื่อความสุขมีทางออกดังต่อไปนี้ครับผม

๑. กรณีผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งมรดกให้ใคร  คือเป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ยอมทำหน้าที่ของตน คือทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดก เพื่อมาแบ่งปันให้กับทายาทผู้มีสิทธิได้รับตามส่วนของแต่ละคน....

ทางออกก็คือ

๑ ) ทำการปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก โดย ร้องขอต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกออกไปเนื่องจากไม่ยอมทำหน้าที่....แบ่งปันทรัพย์มรดกให้กับทายาทคนอื่น...
แล้วขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่มาทำหน้าที่แทนผู้จัดการมรดกคนเดิม....เพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้กับทายาทคนอื่นๆ ต่อไป

๒ ) ฟ้องให้ผู้จัดการมรดกทำหน้าที่ คือฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกให้มันจบๆ ไปในส่วนของเรา
 แบบว่าไม่อยากไปยุ่งกับญาติพี่น้องคนอื่น ฟ้องแบ่งเอามรดกส่วนของเราคนเดียวก็ได้ครับ...
เมื่อศาลตัดสินพิพากษาว่า ทรัพย์สินส่วนไหนตกเป็นส่วนแบ่งของเราแล้ว ก็จะสั่งให้ผู้จัดการมรดกไปดำเนินการแบ่งแยก จดทะเบียนให้เราต่อไป ...
ถ้าผู้จัดการมรดกยังไม่ไปอีก ก็สามารถใช้คำพิพากษาของศาลไปดำเนินการเองได้เลย 
ไม่ต้องไปยุ่งกับผู้จัดการมรดกให้เสียเวลา เสียอารมณ์อีกต่อไป

๒.กรณีผู้จัดการมรดกขี้โกง เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว โกงพี่โกงน้องโอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองคนเดียว ไม่ยอมแบ่งมรดกให้คนอื่น หรือเป็นผู้จัดการมรดกแล้วแบ่งมรดกไม่เป็นธรรม ?

กฎหมายเพื่อความสุข ทางออกในกรณี ก็คือ

๑ ) เป็นผู้จัดการมรดกขี้โกง ก็ควรเข้าไปอยู่ในคุก  ก็คือดำเนินการฟ้องเป็นคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์มรดก แบบว่าเอาตารางมาขู่กันเลยว่า ถ้าผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้ก็จะเอาเข้าคุก 
แต่ถ้าผู้จัดการมรดกตกลงยอมแบ่งให้ ก็จะถอนแจ้งความ ขอถอนฟ้องไม่ดำเนินคดีอาญาต่อไป...
เนื่องจากความผิดฐานผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกเป็นความผิดอันยอมความได้...

๒ ) ฟ้องทางแพ่งเอาทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นของเราคืน  เรียกว่าไม่อยากเอาผู้จัดการมรดกเข้าคุก
เนิืองจากยังเห็นว่าเป็นพี่น้องกัน... ก็สามารถใช้วิธีการฟ้องทางแพ่งเพื่อติดตามเอาทรัพย์มรดกคืน
เพราะว่าส่วนแบ่งของเรา ก็คือส่วนแบ่งของเรา ผู้จัดการมรดกจะเอาไปโอนให้ตัวเองหรือให้คนอื่นไม่ได้

การฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นของเราคืน ก็จะมีตั้งแต่ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม ที่โอนไปให้คนอื่น นิติกรรมจำนอง ขายฝาก หรือขายให้คนอื่น ให้ทรัพย์มรดกกลับมาเป็นทรัพย์มรดกดังเดิม แล้วก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแบ่งทรัพย์มรดกให้เราตามส่วนครับ...

การฟ้องเอาทรัพย์มรดกคืน ผู้จัดการมรดกจะขาย จะจำนอง ขายฝากก็ทำไป...
แต่เราจะขอทรัพย์มรดกคืนโดยไม่มีภาระผูกพัน  คนซื้อ คนรับจำนอง รับขายฝาก ก็ต้องไปว่ากันเองกับผู้จัดการมรดกนะครับ...ทายาทคนอื่นไม่รู้ ไม่ยินยอม ไม่ต้องรับผิดชอบด้วยนะครับ...

สุดท้ายอยากบอกว่า หน้าที่ผู้จัดการมรดกคือจัดการแบ่งปันมรดกตามส่วน 
ตามที่ได้ตกลงแบ่งปันกันไว้แล้ว...ไม่ได้มีสิทธิพิเศษจะได้ส่วนแบ่งกว่าทายาทคนอื่นนะครับ...

กฎหมายเพื่อความสุขมีทางออกเมื่อ

ผู้จัดการมรดกขี้โกง ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์
เป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ยอมแบ่งให้ใคร
ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกไม่เป็นธรรม

เพราะกฎหมายออกเเบบมาเพื่อให้ความเป็นธรรม
แก่ทายาททุกคนครับ...

บทความที่เกี่ยวข้อง


แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับผม

กฎหมายเพื่อความสุข


         ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา


วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การขอแก้ไขคำให้การของจำเลยในชั้นศาล

การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การในคดีอาญา

อุทาหรณ์สอนใจจำเลย

จากตัวอย่างคดีดัง คดีตายายเก็บเห็ด




ศาลยุติธรรม นะตายาย

ไม่ใช่ศาลเจ้า...จะได้ถอนคำสาบาน ( คำให้การ ) ได้ตามใจชอบ

สวัสดีครับ ผมทนายความธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความ ณ เมื่องศรีสะเกษ
วันนี้ผมขอยกอุทาหรณ์สอนใจจำเลย จากคดีดัง คดีตายายเก็บเห็ด

ว่าด้วยการให้การในคดีอาญา การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การในคดีอาญา

จากตัวอย่างคดี ของตายายเก็บเห็ด คดีนี้

๑.ในชั้นสอบสวน ตากับยายให้การปฏิเสธ ว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา

๒.ในชั้นศาลชั้นต้น อัยการส่งฟ้อง ตากับยายให้การรับสารภาพว่าทำผิดตามฟ้องของโจทก์
ศาลชั้นต้นตัดสินโดยไม่ต้องสืบพยาน..ถือเอาข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ และคำรับสารภาพของ
ตากับยาย รับฟังว่าตากับยายทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาลงโทษ ๓๐ ปี
รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกคนละ ๑๕ ปี

๓. ในชั้นศาลฎีกา ตากับยายให้การปฎิเสธ  ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง  ที่ตากับยายให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นนั้น ความจริงแล้วตากับยายไม่ได้สมัครใจให้การรับสารภาพ เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพและโดนหลอกจากบุคคลอื่นว่า ถ้ารับสารภาพแล้วศาลจะไม่ให้ติดคุก คดีตายายแค่ปรับ
จ่ายค่าปรับแล้วก็กลับบ้านได้" ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการจำเลยทั้งสองจึงให้การรับสารภาพ

          แต่สุดท้ายศาลฎีกา พิพากษาลงโทษตากับยาย คนละ ๕ ปี โดยไม่รอลงอาญา
โดยศาลฎีกาไม่รับฟังคำให้การปฎิเสธของตากับยาย เนื่องจากให้ตากับยายได้ให้การรับสารภาพ
ในศาลชั้นต้น จนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว....

           การที่ศาลฎีกาไม่ยอมรับฟังคำให้การปฏิเสธของตายายในชั้นฎีกา  เนื่องจากมีกฎกติกา
ของศาลกำหนดไว้ในการพิจารณาตัดสินคดี ตามกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ที่ศาลฎีกาหยิบขึ้นมาให้เหตุผลในการตัดสินคดีนี้ มีดังต่อไปนี้

๑ ) คดีนี้ตากับยายให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นเป็นไปโดยชอบแล้ว
การที่จำเลยอ้างว่าหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่ารับสารภาพมีโทษแค่ปรับนั้น ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า
เป็นความเข้าใจผิดของจำเลยทั้งสองเอง ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้

แต่ถ้าเป็นคำให้การรับสารภาพที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถเปลี่ยนได้..

๒ ) คดีตายายเก็บเห็ด ไม่ใช่คดีทีี่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป
 การที่จำเลยทั้งสอง ( ตากับยาย ) ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง

๓ ) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงขัดกับคำให้การในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสอง ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้้นต้นและศาลอุทธรณ์ ภาค ๔
ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย  

       สรุปคือ คดีนี้ตายายเก็บเห็ดไม่สามารถเปลี่ยนคำให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว มาให้การปฎิเสธในศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ว่า ไม่ได้ทำผิดตามฟ้อง แค่ไปเก็บเห็ด
ไม่ได้ไปตัดป่า ทำผิดตามฟ้อง ตามที่เคยให้การรับสารภาพไว้นั้น
 เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย....ห้ามมิให้ฎีกาว่าไม่ได้ทำผิด....

แล้วจริงๆ ตากับยายเก็บเห็ด หรือจำเลยคนอื่นๆ
สามารถ ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การในชั้นศาลได้หรือเปล่า  ??

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง กำหนดว่า
" เมื่อมีีเหตุอันสมควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอเเก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา 
ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์ "

จากหลักกฎหมายดังกล่าว กำหนดเวลาขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยไว้ดังนี้

๑. จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
คือก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

๒. แม้สืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว
ก็ยังขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ ( ฎ.๒๗๑๔/๑๕๒๖ ) ดังนั้นก่อนศาลอ่านคำพิพากษา ก็ยังเปลี่ยนคำให้การจากรับสารภาพเป็นให้การปฎิเสธ หรือจากให้การปฎิเสธมาเป็นให้การรับสารภาพก็ได้...

๓. แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยขอถอนคำให้การเพื่อประวิงคดี ถือว่าไม่มีเหตุสมควร
ศาลไม่อนุญาตได้ ( ฎ.๖๒๑๔-๖๒๑๖/๒๕๔๔ )

สรุปสุดท้าย 
จำเลยสามารถยื่นคำขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ตลอดเวลา
ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา ถ้ามีเหตุอันสมควร....

ถ้าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจะขอแก้เปลี่ยนแปลงหรือ
เพิ่มเติมคำให้การไม่ได้แล้วนะครับ....

บทความที่เกี่ยวข้อง 
โอกาสรอดเมื่อรับสารภาพในคดีอาญา

แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ

                กฎหมายเพื่อความสุข


ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา


วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คดีตายายเก็บเห็ด ความจริงกับความยุติธรรม

คดีตายายเก็บเห็ด ความจริง 2 ทางที่ไปกันไม่ได้

คดีนี้ ทำไมศาลจึงรับฟังแต่พยานโจทก์ พยานตำรวจ 
ที่กล่าวหาว่าตายายไปบุกรุกแผ้วถางป่า ตัดไม้สัก 
ครอบครองไม้สักโดยผิดกฎหมาย

แต่ไม่รับฟังข้อเท็จจริง ที่ตายายกล่าวอ้างเลยว่า "ไปเก็บเห็ด"


วันนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา คดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อีกคดีหนึ่ง
คือ "คดีตายายเก็บเห็ด" โดยศาลฎีกาได้พิพากษาว่าคุณตากับคุณยายมีความผิด
ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินมา แต่พิพากษาลดโทษให้จากเดิม 14 ปี 12 เดือน 
ลดเหลือคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา.

หลังจากที่ผมได้อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มแล้ว ก็เลยขอสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่่ศาลใช้ในการตัดสินคดีให้เพื่อนๆ ฟังกันนะครับ


เรื่องแรกคือ เรื่องปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้จะมีข้อเท็จจริงอยู่ 2 ชุดด้วยกันคือ

1. ข้อเท็จจริงตามที่ตำรวจกล่าวหา ตามที่พนักงานอัยการสั่งฟ้อง  คือ ตายายไปบุกรุกแผ้วถาง
 ครอบครองพื้นที่ป่าจำนวน 72 ไร่ และตัดต้นไม้สัก ครอบครองไม้สักโดยผิดกฎหมาย

2.ข้อเท็จจริงตามที่ตายายกล่าวอ้าง ว่าขี่จักรยานยนต์ไปจอดไว้ เพื่อไปเก็บเห็ดเท่านั้น 
ไม่ได้ทำผิดตามที่เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาแต่อย่างใด โดยให้การปฏิเสธไว้ในชั้นสอบสวน

ซึ่งข้อเท็จจริงทั้ง 2 อย่างดังกล่าวนั้น ยังไม่มีการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ความจริงว่า
อันไหนจริง อันไหนเท็จแต่อย่างใด ? 

ดังนั้นคดีนี้ยังไม่ทราบความจริงว่า ตายายบุกรุกป่าจริงหรือว่าตายายไปเก็บเห็ดจริง

เพราะคดีตายายเก็บเห็ด ศาลตัดสินได้โดยไม่ต้องสืบพยาน เนื่องจาก

คดีนี้ เมื่ออัยการโจทก์ส่งฟ้องตายายทั้งสองต่อศาล เมื่อศาลอ่านคำฟ้องและ
ถามคำให้การของตากับยายแล้ว ตากับยายให้การรับสารภาพต่อศาลว่าทำผิดจริงตามฟ้อง

เพราะตายายคิดไปเองว่า คดีนี้รับสารภาพแล้วศาลท่านคงเมตตาลงโทษแค่ปรับไม่ติดคุก 
จากคำแนะนำของใครก็ไม่รู้....

เมื่อตากับยายให้การรับสารภาพว่าทำผิดตามฟ้อง ศาลท่านก็ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปคือ
เมื่อคดีนี้ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษให้จำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป 
การที่ตากับตายให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาต่อศาล 
ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานต่อไปได้ 
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนี่ง...

ศาลชั้นต้น จึงได้มีคำพิพากษาว่า ตากับยายมีีความผิดจริงตามฟ้อง 
ข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวน จำคุกคนละ ๑๑ ปี 
ฐานมีไม้สักไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ ๑๙ ปี รวมคนละ ๓๐ ปี 
จำเลยคือตากับยายให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา 
มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ ๑๕ ปี

ตากับยายอุทธรณ์ คดี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็น คงจำคุกคนละ ๑๔ ปี ๑๒ เดือน 

๑๔ ปี ๑๒ เดือน ...ก็ ๑๕ ปีหรือเปล่า ??? เพื่อนๆ อาจงง กับภาษากฎหมาย

ต่อมาญาติของตากับยาย ได้ไปร้องเรียนคดีนี้กับนักข่าว ว่าตากับยายไม่ได้ไปบุกรุกป่า 
แค่ไปเก็บเห็ดเท่านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อคดี "คดีตายายเก็บเห็ด" 

ต่อมาท่านทนายสงกรานต์ ได้เข้ามาช่วยเหลือตายายในคดีนี้ 
ในการยื่นเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างฎีกาคดี

โดยฎีกาต่อสู้คดีว่า

๑. ตากับยายไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง จำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่าจำเลยรับสารภาพแล้วศาลจะปรับจำเลยทั้งสอง จำเลยไม่ค่อยได้ยินที่ศาลถามว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จำเลยไม่ได้สมัครใจให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณานั้น...

ศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องสุขภาพของจำเลยทั้งสองนั้นมีพิรุธน่าสงสัยรับฟังเป็นความจริงไม่ได้...
แต่การพิจารณาคดีของศาลกระทำโดยเปิดเผย ตามรายงานกระบวนการพิจารณาและคำให้การของจำเลยทั้งสองก็มีข้อความว่า " จำเลยท้ั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการและลงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองไว้ด้วย
เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฎว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจแด่อย่างใดและเป็นความเข้าใจของจำเลยทั้งสองเอง ( น่าจะเป็นเรื่องที่ว่ารับสารภาพแล้วคงแค่ปรับ ) ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้

ศาลฎีการับฟังว่า การที่ตากับยายให้การรับสารภาพทีี่ศาลชั้นต้นนั้น ให้การด้วยความสมัครใจ ชอบแล้ว 
การที่ตากับยาย ฏีกาว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง จึงเป็นการขัดกับคำให้การที่ได้ให้การไว้ทีี่ศาลชั้นต้น
ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาเเล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ต้องห้ามมิให้ฎีกา

๒.ประเด็นเรื่องการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบ เพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำความผิดตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น

เห็นว่าตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและได้แจ้งถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาแล้ว จนผู้ต้องหาทั้งสองคือตากับยายก็เข้าใจดีแล้ว 
จึงให้การปฎิเสธ 

การสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้

๓.ตากับยายฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า 
การตัดไม้ทำลายป่าดังกล่าวทำเป็นขบวนการ ส่งผลกระทบต่อป่าอยากแก่การฟื้นฟู่ให้กลับคืนดีดังเดิม ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม ถือว่าเป็นเรื่องรา้ยแรง
กรณีจึงไม่เหตุที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง

แต่การที่ตากับยายยอมเข้ามอบตัวเพื่อให้ดำเนินคดีต่อไปและสมัครใจให้การรับสารภาพตามฟ้อง
กรณีมีเหตุผลสมควรกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี

ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็น ฐานร่วมกันทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๔ ปี ฐานครอบครองไม้สักโดยผิดกฎหมาย จำคุกคนละ ๖ ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกคนละ ๕ ปี โดยไม่รอลงอาญา

สรุปสุดท้าย 
คดีตายายเก็บเห็ด ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตากับยายคนละ ๕ ปี โดยไม่รอลงอาญา

ว่าไปตามข้อเท็จจริงตามฟ้อง ตามคำรับสารภาพของตากับยายในศาลชั้นต้นและตามข้อกฎหมาย 
กฎกติกาในการพิจารณาคดี...

ไม่ยอมรับฟังคำปฎิเสธของตากับยายว่าไปเก็บเห็ด
เนื่องจากกฎหมายปิดปาก ห้ามไม่ให้รับฟังไว้...

ดังนั้นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว...ยังไม่รู้ว่าตายายไปเก็บเห็ดหรือไปบุกรุกแผ้วถางป่ากันแน่


ดังนั้นคดีตายายเก็บเห็ด อาจมีภาค ๒ 

เพราะท่านทนายสงกรานต์ บอกว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอพิจารณาคดีใหม่
และกำลังทำเรื่องขอพักโทษให้ตากับยายอยู่....

สุดท้ายอยากบอกว่า 

ความยุุติธรรมที่แท้จริงคือการปล่อยให้คู่ต่อสู้ได้ต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่โดยมีอาวุธที่เท่าเทียมกัน 
โดยมีศาลเป็นคนกลางนั่งดูเพื่อคอยตัดสิน....บนกฎหมายที่ยุติธรรม เพราะถ้ากฎหมายไม่ยุติธรรม 
ไม่เป็นธรรมเเล้ว ก็คงอยากที่จะหาความยุติธรรมได้...

แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ

กฎหมายเพื่อความสุข


ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา 
  ทนายความศรีสะเกษ

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ? ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ?

ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

มอบตัวสู้คดีสิครับ...



แต่ถ้าวันหนึ่งคุณดวงซวย โดนกลั่นแกล้ง ไปขัดผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย.....

เห็นข่าวเป็นประจำ ก็คดีแพะต่าง ๆ ๆ ครับ

เช่นคดีดัง ๆ ก็ คดีแพะเชอรี่แอน แพะเพราะเป็นคดีดัง ตำรวจต้องปิดคดีให้ได้

คดีแพะ ตายายเก็บเห็ด ติดคุก 15 ปี และล่าสุดก็คดีแพะ ครูจอมทรัพย์ ซึ่งทางตำรวจบอกว่าเป็นแกะไม่ใช่แพะ...ซึ่งต้องรอผลคำพิพากษากันต่อไปว่าจะออกมายังไง..

แล้วไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ???

มันน่ากลัวอย่างไง ??

ก. โดยยัดข้อหา  ก็มีทั้งประเภทที่ไม่ได้กระทำผิดเลยแบบจับแพะมา

กับแบบโดยยัดข้อหารุนแรงเกินจริง....แล้วตำรวจกับอัยการบอกว่าให้คุณไปสู้เอาเองที่ชั้นศาล

ข.ไม่ได้ประกันตัว ก็มีทั้งแบบไม่มีเงินประกันตัว คนจนติดคุก หรือแบบมีเงินประกันตัวแต่ศาลไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากกลัวหลบหนี หรือเป็นคดีร้ายแรงจากการโดนยัดข้อหาข้อ ก. ซึ่งมีตั้งแต่ชั้นฝากขังของพนักงานสอบสวน ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ของศาลอุทธรณ์ และชั้นศาลฎีกา....
เมื่อคุณไม่ได้รับการประกันตัว....คุณก็ต้องติดคุกสู้คดี กว่าคดีจะสิ้นสุดชั้นฎีกา ก็อาจจะ 2-5 ปี

สุดท้ายศาลตัดสินว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ข่าวทีวีได้ออกไปแล้วเมื่อ 2 ปี ที่แล้วว่าคุณเป็นคนร้าย
เป็นโจรปล้น ฆ่าข่มขืน...เป็นต้น... ครอบครัวแตกสลาย ลูกถูกเพื่อนล้อว่าเป็น "ลูกฆาตกร" พ่อขี้คุก

ค.ติดเชื้อในกระแสเลือด คือตาย ก่อนศาลตัดสิน ก็มีให้เห็นเป็นข่าวเป็นประจำ ทั้งตายที่โรงพัก 
ที่ DSI ที่เรือนจำก็มี ไม่ว่าจะผูกคอตายเอง โดนคนอื่นทำให้ตาย โดนสั่งเก็บ โดนเพื่อนในห้องขังเล่นงานเพราะเป็นคดีดังน่ารับน้องใหม่ก็เป็นได้นะครับ....

ดังนั้นการที่บางคนเลือกที่จะหนี ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

เขาอาจไม่ได้กลัวติดคุก แต่กลัวโดนยัดข้อหา ไม่ได้ประกันตัว 
หรือตายในคุก ก่อนพิสูจน์ถูกผิดก็เป็นได้นะครับ

แล้วสำหรับคุณคิดว่าอะไรน่ากลัวที่สุด...

สำหรับคำถามที่ว่า " ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ?? "

สำหรับผมแล้วไม่ขอพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ดีกว่า....

บทความต่อไปทางแก้เมื่อคุณตกเป็นแพะ เป็นผู้ต้องหา เป็นจำเลย...

แล้วพบกันใหม่ครับ...

กฎหมายเพื่อความสุข




ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความคนศรีสะเกษ



วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ลูกควรอยู่กับใคร หลังหย่า

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า 

เมื่อเลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใคร ??

อยากมีสิทธิเลี้ยงดูลูกบ้าง ??





คุณทนายค่ะ ตอนนี้อึดอัดมาก โดนพรากลูกไปจากอก

ทั้งๆ ที่พ่อเด็กไม่เคยสนใจช่วยเลี้ยงดูเลย

แต่ตอนนี้พอเลิกกัน กลับรั้งตัวลูกไว้ สงสารแต่ลูก

ตอนนี้คงร้องไห้หาแม่แล้ว....


สวัสดีครับ

ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา  ทนายความคนศรีสะเกษ

กฎหมายเพื่อความสุข มีคำตอบว่า 

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า เลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใครนั้น ?

กฎหมายสิทธิการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ มีกำหนดไว้ในมาตรา 1520 

ในกรณีหย่าโดยความยินยอมสมัครใจหรือโดยคำพิพากษาของศาลแล้ว
สามีภริยาไม่ได้ตกลงกันไว้หรือ
ตกลงกันไม่ได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

ศาลมีอำนาจชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ตามมาตรา 1520

และหากว่าภายหลังปรากฎว่าผู้ใช้อำนาจปกครองดังกล่าว
ประพฤติตนไม่สมควร ศาลก็มีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้
ตามมาตรา 1521

ทั้งหมดล้วนเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา
ตามมาตรา 1566 วรรคสอง (6)

เมื่อเลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใครนั้น

ศาลมีหลักเกณฑ์ โดยคำนึงถึง
ความผาสุขและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ

โดยจะมีสถานพินิจและคุ้มครองเด็กเป็นผู้สืบเสาะนำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ
และทำความเห็นเสนอต่อศาลว่าเด็กควรอยู่กับใครมากกว่ากัน

โดยพิจารณาจาก

- ความสัมพันธ์ผูกพันธ์ ระหว่างพ่อ กับแม่ ฝ่ายใดมีมากกว่ากัน
เช่น อยู่กับฝ่ายแม่มีตายายค่อยช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
- เด็กผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับใครมากกว่า...
- อยู่กับใครแล้วสุขภาพจิตของผู้เยาว์ดีขึ้น เช่น โดนภริยาใหม่เกลียดชัง
   กลั่นแกล้งและข่มขู่ผู้เยาว์จนเกิดความกลัว 
   ลูกเกิดความว้าเหว่ ถูกทิ้งให้อยู่กับคนใช้ เป็นต้น...  

ศาลไม่ได้ดูว่าใครมีเงินมากกว่ากัน แล้วลุูกควรอยู่กับคนนั้นนะครับ

เพราะถ้าพ่อรวย การงานมั่นคง กลับบ้านดึก 
ไม่มีเวลาให้ลูก ปล่อยลูกให้อยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย...

กับคุณแม่ที่มีอาชีพมั่นคงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้โดยไม่เดือนร้อน
มีเวลาเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกน้อยฟ้ง ลูกอยู่กับแม่แล้วมีความสุขมากกว่า

ศาลย่อมให้คุณแม่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ได้ 

เพราะสุดท้าย ศาลยังมีอำนาจสั่งให้คุณพ่อชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะได้ครับ....

ซึ่งในกรณีที่มีการฟ้องหย่า และมีบุตรผู้เยาว์ 
ศาลจะมีการสั่งให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูมาด้วยเสมอในคำพิพากษา
แม้ไม่ได้ขอให้ชำระก็ตาม


สรุป สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า

ศาลสามารถตั้งได้ เปลี่ยนตัวคนปกครองบุตรได้ตามความเหมาะสม 

เพื่อประโยชน์และความผาสุขของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ


อยากมีสิทธิในตัวลูกบ้าง ??

วันนี้เรายังไม่พร้อมเราอาจยอมยกลูกให้เขาไปดูแล

แต่เมื่อเราพร้อมเราคิดว่าเราดูแลลูกได้ดีกว่า

เราก็สามารถขอศาลสั่งให้ลูกกลับมาอยู่กับเราได้ครับ..

สุดท้าย เพื่อประโยชน์และความผาสุขของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ



กฎหมายเพื่อความสุข














ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความศรีสะเกษ

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิทธิในบุตร สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร

              เมื่อพ่อ - แม่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ใครจะมีสิทธิในการเลี้ยงดูบุตรมากกว่ากันค่ะคุณทนาย

ตอนแจ้งเกิดใช้นามสกุลของสามีนะค่ะ...






















สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความคนศรีสะเกษ

วันนี้มาพบกับกฎหมายเพื่อความสุข เรื่อง เมื่อพ่อ - แม่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ลูกจะต้องไปอยู่กับใคร ??

ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ใครจะมีสิทธิดีกว่ากัน ระหว่างพ่อ กับแม่

ก็มาดูข้อกฎหมายกันเลยคับ....

1.เด็กที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย
ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1546

2.บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
   เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงต้องอยู่กับมารดาครับ..ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1566

3. ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1567
     (1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
     (4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

4. บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน ตามมาตรา 1627

5.ป.พ.พ.มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น มีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้
   ลำดับที่ (1) ผู้สืบสันดาน

จากข้อกฎหมายดังกล่าว สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ระหว่างพ่อ-แม่ ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

นั้น ถือว่าบุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณแม่เท่านั้นครับ ส่วนคุณพ่อเป็นได้เพียงพ่อนอกกฎหมาย พ่อนอกสมรสครับ

คุณแม่จึงมีสิทธิในตัวบุตร สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร 
สิทธิที่จะกำหนดว่าจะให้บุตรอยู่ที่ไหนกับใคร
และก็มีอำนาจติดตามเอาบุตรคืนจากจากสามีนอกสมรสได้ครับ..

ส่วนการที่คุณพ่อไปแจ้งเกิด ให้ใช้นามสกุลของพ่อ
ก็เป็นเพียงพฤติการณ์การรับรองว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดา
ให้การรับรองแล้วเท่านั้น ยังไม่ทำให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคุณพ่อแต่อย่างใด

ทำให้บุตรมีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อได้
แต่คุณพ่อรับมรดกจากบุตรนอกสมรสไม่ได้นะครับ...

ทางแก้ของคุณพ่อนอกสมรส ก็คือการไปขอรับรองบุตรคับผม

ดูรายละเอียดเงื่อนไขการรับรองบุตรนอกสมรสได้ที่นี้ครับผม

การรับรองบุตรนอกสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย


แล้วพบกันที่บทความต่อไปคับ

เมื่อหย่ากันแล้ว พ่อหรือแม่ใครจะมีอำนาจปกครองบุตรมากกว่ากัน


กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

( ทนายความศรีสะเกษ )


วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟ้องภริยาน้อย ฟ้องชู้ได้เท่าไร

แฟนหนูมีชู้...ไม่อยากหย่า

แต่อยากฟ้องภรรยาน้อย...




ไม่อยากหย่า 
แต่อยากเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากสามี
ูและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงชู้ทำได้
หรือเปล่าคุณทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ???

กฎหมายเพื่อความสุข มีทางเลือก ดังนี้

1. การที่สามีมีชู้ หรือยกย่องอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่น
ฉันภริยา เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516(1)

2.ถ้าสามีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร

ำให้เราได้รับความเดือนร้อน
เกินควร เมื่อเอาสภาพ ฐานะ
และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
มาคำนึงประกอบ เป็นเหตุ
ให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516 (6)

฿฿฿ ที่นี้เฉพาะภริยาซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกนะครับ 
มี 2 ทางเลือกคือ

1) ฟ้องหย่าสามี และก็ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย 


ซึ่งเรียกได้ 2 อย่าง คือ

1.ค่าทดแทน

2.ค่าเลี้ยงชีพ

1.1ฟ้องหย่าและฟ้องเรียกค่าทดแทน
จากสามีและหญิงชู้ได้
ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง โดยฟ้องให้รับผิดร่วมกัน

เช่น ตัวอย่างฎีกา 6516/2552 แม้จำเลยที่ ๑ ( สามี) จะไม่เคย
พาจำเลยที่ ๒ ( หญิงชู้ ) ออกงานสังคม หรือแนะนำให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยา

แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย 
อยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างในแหล่งชุมชน
ด้วยกันในเวลากลางคืน ขับรถรับส่งเมื่อไปทำธุระหรือ
ไปซื้ออาหารด้วยกัน ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจำเลยที่ ๑ 

ยกย่องจำเลยที่ ๒ ฉันภริยา
อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1615(1) แล้ว 


โจทก์(เมียหลวง )ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๒ (หญิงชู้ ) 

ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวกับจำเลยทีี่ ๑ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ 

ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งครับผม 

1.2 ถ้าสามีไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ก็ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากสามีได้
ตามมาตรา 1524

ส่วนค่าเลี้ยงชีพ นั้น 
สามารถเรียกได้ 2 กรณีคือ

2.1 การที่สามีไปมีชู้ เราเลือกที่จะฟ้องหย่าและ
ถ้าการหย่านั้นทำให้เรายากจนลง เราก็สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพได้
ตามมาตรา 1526 โดยต้องฟ้องเรียกไปพร้อมกับฟ้องหย่านะคับ
อันนี้ฟ้องได้เมื่ออีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดนะครับ...


ถ้าอีกฝ่ายไม่ผิด เช่นกรณีสมัครใจแยกกันอยู่ ฟ้องหย่าได้

...แต่เรียกค่าเรียกดูไม่ได

2.2 ถ้าการหย่ากันเป็นเพราะเหตุ
อีกฝ่ายเป้นคนบ้า วิกลจริต ตามมาตรา 1516(7) 

หรือเพราะเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ตามมาตรา 1516 (9)
ฟ้องหย่าได้ แต่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับอีกฝ่าย
ตามหลักมนุษยธรรม...
ตามมาตรา 1527

2) ทางเลือกที่ 2 ไม่ฟ้องหย่า
แต่จะเรียกค่าเสียหายจากสาม
และหญิงชู้ของสามี
เรียกได้ 2 อย่างด้วยกันนะครับ... คือ

2.1 เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่าตนม
ความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

....ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายพิเศษมากๆ 

สำหรับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะถึงแม้เรากับสามีไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
แต่ยังไม่ได้หย่า ซึ่งไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ภริยา 
ก็ฟ้องเรียกจากหญิงชู้ได้ ตามฎีกาที่4130/2548

และตามฎีกาที่ 6383/2537 ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้
ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งค่าทดแทนนี้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง
มีความหมายรวมถึงค่าเสียหายแก่ชื่อเสียง
และเกียรติคุณของภริยาด้วย...

&&&ซึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหาย
จากหญิงชู้ได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
แต่อย่างใด ตามฎีกาที่ 4818/2551


2.2 ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ ตามมาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า 

"ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยานั้น
อีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อ
ฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือ

ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ 
โดยศาลจะกำหนดให้เท่าใดก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้
โดยศาลจะดูจากความสามารถของสามี ฐานะของภริยาและพฤติการณ์แห่งกรณี

เพราะตามมาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะ
เลี้ยงดูกันตามความสามารถแลฐานะของตน

ดังนั้นหากสามีไปมีชู้แล้ว ส่งเสียเลี้ยงดูแต่ชู้ ไม่ส่งเงินให้ภริยาหลวง 

ทำให้ภริยาหลวงได้รับความเดือดร้อน ไม่พออยู่พอกิน 
ก็ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้นะครับ โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อนแต่อย่างใด....

สรุป สามีมีชู้ ไม่อยากฟ้องหย่า 

ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี

และสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก
หญิงชู้ได้นะครับ....


จากประสบการณ์ที่ทำมา คดีแบบนี้ ส่วนมากหญิงชู้ ไม่ค่อยมาศาล
แต่ส่งสามีเรามาคุยแทน เพราะทนายธีรวัฒน์ ฟ้องทั้งสามีและหญิงชู้

แต่ถ้าไม่อยากให้สามีมา ก็ฟ้องแต่หญิงชู้ก็ได้คับ...


แล้วฟ้องชู้ ได้เท่าไร 

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน้าตาทางสังคม เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
แล้วพบกันใหม่ ในบทความต่อไปนะครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง

เหตุแห่งการฟ้องหย่า 12 ประการ


กฎหมายเพื่อความสุข
















  ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา

ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ