แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทนายความศรีสะเกษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทนายความศรีสะเกษ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตำรวจดึงกุญแจรถไปผิดไหม เมื่อกฎหมายจราจรไม่ได้ให้อำนาจไว้

ตำรวจดึงกุญแจรถไปผิดแน่ 100 %  
เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

แต่กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน


สวัสดีครับ กฏหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า 
ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความคนศรีสะเกษ

วันก่อนเห็นเพื่อนในเฟสบุ๊ค เเชร์คลิป ตำรวจนอกเครื่องแบบ ตั้งด่านสกัด ขอตรวจปัสสาวะผู้ขับขี่และทางเจ้าพนักงานตำรวจก็มีการดึงกุญแจรถยนต์ ของผู้ขับขี่ไป เพื่อเป็นการบังคับกลายๆ ให้ผู้ขับขี่ไปตรวจปัสสาวะ ถ้าตรวจไม่พบก็จะคืนกุญแจรถยนต์ให้...

ส่วนผู้ขับขี่ก็ปฎิเสธไม่ยอมให้ตรวจปัสสาวะ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ถามชื่อยศ เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ยอมแจ้ง อ้างว่าเป็นความลับ...และบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นด่านไม่ชอบ ด่านเถือน เจ้าพนักงานตำรวจก็บอกว่าเป็นการตั้งด่านสกัด สามารถทำได้....

คำถามคือ กรณีดังกล่าว

1.เจ้าพนักงานตำรวจ ตั้งด่าน จุดสกัดถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ คำสั่ง ผบ.ตร.
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเปล่า ???

2.เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจ " ดึงกุญแจรถยนต์ของประชาชนไปได้หรือเปล่า ? "

กฏหมายเพื่อความสุข ขอตอบว่า

1.เป็นการตั้งด่านที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า ??
ตามหนังสือสังการของ ผบ.ตร. ที่ ๐๐๐๗.๓๔/๕๕๗๘ ่ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๖  เรื่อง การกำชับมาตรการปฏิบัติเกี่ยวกับการตั่งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนทั่วไปและผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของ ตำรวจ โดยรวมเสื่อมเสีย

โดยตามคำสั่งดังกล่าว จุดสกัด หมายถึง "สถานที่ที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฎิบัติหน้าที่ตรวจค้น เพื่อจับกุุมผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถหรือทางหลวง ในกรณีที่มีเหตุุการณ์ฉุกเฉิน หรือจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้น เป็นการชั่วคราวและจะต้องยุบเลิกเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว"

การตั้งจุดสกัด จะตั้งได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้น และจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับหัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้รักษาการณ์แทนขึ้นไปโดยมีกำหนดระยะเวลาเท่าที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนดังกล่าวยังคงมีอยู่เท่านั้น

่การปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านตรวจ จุดตรวจ หรือจุดสกัด จะต้องมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับตั้งแต่รองสารวัตรขึ้นไปเป็นหัวหน้า และจะต้องเเต่งเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

การปฎิบัติการในการตรวจค้น จับกุม ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ว่าด้วยการนั้นโดยเคร่งครัด

มาตรการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ พฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต และสร้างความเดือดร้อนแ่ก่ประชาชน นั้นตามระเบียบดังกล่าว

การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ต้องเป็นไปตามหลักปฏิบัติโดยเคร่งครัด เมื่อไม่มีการตั้งจุุดตรวจ จุดสกัด ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใดหยุดรถเพื่อทำการตรวจ เว้นแต่พบความผิดซึ่งหน้าและต้องไม่เป็นไปในลักษณะการซุ่มจับอย่างเด็ดขาด

บทลงโทษสำหรับตำรวจที่ไม่ทำตามคำสั่ง ( นอกรีต ตำรวจไม่ดี ๐.๐๑% ) ก็มีทั้งโทษทั้งทางวินัยและอาญา ส่วนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่กระทำผิดดังกล่าว ก็จะโดนโทษฐานบกพร่องละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของตน

จากคำสั่งดังกล่าว จึงถือว่าด่านสกัดตามคลิปนั้น เป็นด่านเถือน ด่านลอย เนื่องจากไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินจำเป็น เร่งด่วน ไม่มีเจ้าพนักงานในเครื่องแบบ

ดังนั้นเมื่อเป็นด่านเถื่อน จุดสกัดเถือน จุดสกัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ใดหยุดรถเพื่อทำการตรวจค้นได้ เว้นแต่ความผิดซึ่งหน้า ประชาชนสามารถปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจได้ครับ

สรุป กรณีตามคลิป เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจสั่งหยุดรถ เพื่อขอตรวจค้น ขอตรวจปัสสาวะได้

2.ถ้าเป็นจุดตรวจ จุดสกัด ที่ถูกกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจ " ดึงกุญแจรถยนต์ของประชาชนไปได้หรือเปล่า ? "
นั้นตามพรบ.จราจรทางบก ฯ นั้นให้อำนาจ เจ้าพนักงานจราจร มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน ออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบได้ ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบปรับ หรือจะเรียกเก็บใบขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนภายใน 8 ชั่วโมง นับแต่วันที่ออกใบสั่ง ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 7 วัน

แต่ตามพรบ.จราจรฯพรบ.รถยนต์ฯ พรบ.การขนส่งฯไม่ได้ให้อำนาจตำรวจดึงกุญแจรถไปได้


่ดังนั้น การชักกุญแจ หรือ ดึงกุญแจรถ ยึดกุญแจรถ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะสามารถทำการยึดกุญแจรถนั้นได้ การเอากุญแจรถไปจึงผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ แล้ว
 เว้นแต่ มีพฤติการหลบหนี พยายามจะหลบหนีหรือ หลบหนีมาแล้ว การชักกุญแจ หรือ ดึงกุญแจ การยิงสกัด จึงเป็นการป้องกันเหตุ ป้องกันการหลบหนี ซึ่งสามารถกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ วรรคสาม ว่าด้วยการจับ กุม

สรุป ถ้าเป็นจุดตรวจ จุดสกัดที่ชอบด้วยกฎหมาย ตำรวจสามาถดึง
กุญแจรถไปได้ ถ้าผู้ขับขี่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนีหรือหลบหนีไปแล้วตำรวจตามจับ ถ้าไม่หนี ก็ดึงไปไม่ได้นะครับผม..

อย่าลืมกดไลค์ กฎแชร์ แบ่งปันให้เพื่อนๆ นะครับผม

กฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่าเพื่อชาวบ้าน

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กฎหมายใหม่ กฎหมายบังคับคดีใหม่ เงินเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท ห้ามยึด ห้ามอายัติเงินเดือน

กฎหมายใหม่ กฎหมายบังคับคดีใหม่ พ.ศ.2560

กฎหมายบังคับคดีใหม่ แก้ไขใหม่เพื่อให้ชีวิตลูกหนี้อยู่ได้

เงินเดือน รายได้ ลูกหนี้ต่ำกว่า 20,000 บาท ห้ามยึด ห้ามอายัติ



สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความศรีสะเกษ 
กับกฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า วันนี้เป็นของลูกหนี้ ของมนุษย์เงินเดือนกันครับ

หลักเป็นหนี้ต้องใช้ แต่ลูกหนี้ ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ได้โดยสงบสุข ตามสมควร โดยคำนึงถึงฐานะทางครอบครัวของลูกหนี้ ร่วมทั้งจำนวนบุพการี และจำนวนลูกหลาน ที่อยู่ในความดูแลของลูกหนี้ด้วย

เมื่อเป็นหนี้แล้วไม่ใช้คืน เจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องต่อศาล จนศาลมีคำพิพากษาให้ใช้หนี้แล้ว ไม่ยอมชดใช้ให้ตามคำพิพากษาของศาล เจ้าหนี้ก็ต้องมีการบังคับคดี ยึดทรัพย์ อายัดเงินของลูกหนี้ มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป...

แต่มีีทรัพย์สินบางชนิดของลูกหนี้ที่ไม่สามารถยึดได้ ไม่อาจถูกบังคับคดีได้  เดิมบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๕ แก้ไขใหม่เป็นกฎหมายบังคับคดีใหม่ในมาตรา ๓๐๑ ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในกความรับผิดแห่งการบังคับคดี

(๑) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรื่อน หรือเครื่องใช้สอยสวนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละ 20,000 บาท หรือเกินกว่า 20,000 บาทได้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

( ๒ ) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกิน 100,000 บาท  หรือเกินหนึ่งแสนบาทได้ถ้าแสดงเหตุจำเป็นให้เห็นได้

(๓) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ได้รับการยกเว้นให้ทั้งหมด เจ้าหนี้จะยึดหรืออายัดมาไม่ได้เลย  

(๔ ) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่างๆ จะยึดหรืออายัดไม่ได้เลย

( ๕ ) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เช่น ที่ดินในนิคมสร้างตนเอง ที่ดิน สปก.๔-๐๑  หรือสิทธิการเช่า แม้สิทธิการเช่านั้นจะมีมูลค่าสูงเพียงใดก็ตาม  แต่ถ้าเป็นประเภทให้เช่าช่วงได้ ไม่เฉพาะเจาะจงให้ลูกหนี้เท่านั้น ยึดได้

แต่เงินค่าหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ ยึดได้พ้นจากการเป็นสมาชิกแล้ว โดยใช้วิธีการอายัดไว้ก่อน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 7448/ 2550  เมื่อโดนอายัดแล้ว ลูกหนี้จะไปทำการโอนหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิที่ได้ถูกอายัดโดยชอบแล้วไม่ได้

บทคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขยายไปถึงสินสมรสที่เป็นของคู่สมรสของลูกหนี้ด้วย ตามมาตรา ๓๐๑ วรรคสี่

ในส่วนของเงินเดิือน เบี้ยเลี้ยง ค่าจ้าง บำเหน็จ บำนาญ เงินก้นถุง หรือเงินอื่น ๆ ที่ไม่สามารถยึด หรืออายัติได้นั้น ได้ระบุไว้ในมาตรา ๓๐๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ได้แก้ไขใหม่ พ.ศ.๒๕๖๐ ที่บัญญัติว่า

" ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

(๑) เบี้ยเลี้ยงชีพ เงินเดือน หรือเงินรายได้เป็นคราวๆ ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท หรือตามจำนวนที่เห็นสมควร ง่ายๆ คือมนุษย์เงินเดือนเอกชน รายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ห้ามยึดห้ามอายัติ

(๒) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด เงินก้นถุง ของข้าราชการ ลูกจ้างในหน่วยราชการจะยึดไม่ได้เลย ( มนุษย์เงินเดือนภาครัฐ ) แต่ของรัฐวิสาหกิจ มหาลัยในควบคุม ยึดได้...

(๓) เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นๆ ของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท

( ๔ ) บำเหน็จหรือค่าชดเชยของบุคคลตามข้อ (๓) ได้รับเป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท

( ๕ ) เงินฌาปนกิจส่งเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องจากความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตาย ที่่เหลือเกินสมควรยึดได้

โดยในการบังคับคดี ยึดเงินของลูกหนี้นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องคำนึงถึง ฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดาน ลูกหลาน เหลน ซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย......

ถ้ายึดเงินเดือนแล้ว ลูกหนี้ไม่พอกิน ลูกหนี้ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่ให้ก็ได้ด้วยนะครับ

จากเดิมที่เงินเดือนขั้นต่ำ รายได้ขั้นต่ำต่อเดือนที่ห้ามยึด อายัด คือเดือนละ 15,000 บาท 
แต่เนื่องด้วยสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป จึงขยายวงเงินเป็น 20,000 บาท สรุปคือลูกหนี้มีเงินเพิ่มขึ้น 5,000  บาท ครับ...

กฎหมายบังคับคดีใหม่ ที่ออกมาก็คงเป็นประโยชน์กับลูกหนี้อยู่บ้างนะครับ

แม้ส่วนใหญ่จะเเก้ไขเพื่่ิอให้การบังคับคดีสะดวกรวดเร็วขึ้นก็ตาม 

กฎหมายบังคับคดีใหม่ มีผลบังคับใช้ 4 กันยายน 2560 ครับ

ดูรายละเอียดกฎหมายบังคับคดีใหม่ได้ที่นี้ครับ 


แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ

อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ ติดตามเพจด้วยนะครับ



กฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายศรีสะเกษ


วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขายที่ดิน สปก. ผิดกฎหมาย ติดคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

การชื้อขายที่ดิน สปก.เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

นอกจากสัญญาซื้อขายที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้แล้ว

คนที่ขายที่ดิน สปก. อาจมีสิทธิติดคุกด้วยนะครับ....


สวัสดีครับผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา  ทนายความศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า

วันนี้พบกับความทุกข์ ของชาวบ้าน ที่ขายที่ดิน สปก.-401 ให้นายทุนแล้ว โดยการส่งมอบการครอบครอง
ให้นายทุนไปแล้ว ผ่านไป 4 ปี วันดีคืนดีก็มีตำรวจมาเชิญตัวคนขายไปโรงพัก

เนื่องจากคนขายที่ดิน สปก. มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.-401

ทีี่มาที่ไปของคดีนี้เนื่องจาก

ชาวบ้านตาสีตาสา ขายที่ดินสปก.ให้นายทุนในราคา 100,000 บาท โดยวิธีการส่งมอบการครอบครอง
ให้นายทุนไปแล้ว  หลังจากนายทุนได้รับที่ดินไป ก็นำรถแม็คโค ขุดดินลูกรังไปขาย จนสภาพที่ดินกลายเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ไม่ได้เอาไปปลูกพัก ปลูกมัน ปลูกข้าวเหมื่อนชาวบ้านเขา

การขุดดินก็ใช้รถเเม็คโคขุด ขนดินออกไปโดยรถบรรทุก 6 ล้อ แต่ที่เกิดคดีนี้ขึ้นมาเนื่องจากว่า
นายทุนโลภมากไปหน่อย ขุดดินจนจะกินทางที่ชาวบ้านเขาใช้สันจรไปมาเป็นประจำ ชาวบ้านก็กลัวว่าทางที่ใช้สันจรไปมาจะพังลง ก็เลยบอกให้นายทุนอย่าขุดดินเข้ามาใกล้ชิดทางเกินไป แต่นายทุนก็ไม่เชื่อ

ชาวบ้านจึงไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ให้ช่วยแก้ปัญหาให้...

ทุกข์ความเดือนร้อนจึงตกมาที่ คนขายที่ดิน สปก.ให้กับนายทุน เพราะมีชื่อในทีี่ดิน สปก.

ตำรวจจึงเรียกคนขายทีี่ดิน สปก.มารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็น

  1. ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ขุดดิน สปก.ไป โดยใช้ยานพาหนะรถหกล้อ ซึ่งโทษหนักกว่า                  ข้อหาลักทรัพย์ธรรมดา
  2. ข้อหาร่วมกัน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าและสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทรายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้วยความที่คนขายที่ดิน สปก.เป็นตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดา ไม่เรื่องข้อกฎหมาย โดยก่อนที่จะไปให้การกับตำรวจ คนซืิ้อที่ดินสปก. ก็มาบอกกับคนขายว่า "อย่าบอกตำรวจนะว่าป้าขายที่ดิน สปก.ให้ผม ถ้าบอกป้าจะติดคุก เพราะที่ดิน สปก.ห้ามซื้อขายกัน"

คนขายที่ดิน สปก. จึงให้การกับตำรวจเพียงว่า ตนไม่รู้ไม่เห็นว่าใครเป็นคนขุดดินไป ตอนนั้นตนไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายปี ไม่ได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินสปก. แปลงดังกล่าว

และเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า คดีนี้ตำรวจตามหานายทุน คนในพื้นที่ ที่ลักลอบขุดดินไปขายตัวจริงไม่ได้
ป้าคนขายรับข้อหาไปคนเดียวแล้วกัน คดีนี้ของตำรวจจะได้จบๆ ไป

สุดท้ายอัยการสั่งฟ้อง คนขายที่ดิน สปก.

ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ดิน สปก.ไป โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ตามมาตรา ๓๓๕ (๗) มาตรา ๓๓๖ ทวิ และข้อหาแผ้วถาง ทำลายป่า และให้คืนที่ดินที่ขุดไป ทำกลับให้มีสภาพเดิม ถ้าไม่คืนให้ชดใช้เงินเป็นจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท

คดีนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่่า จำเลยมีพฤติการณ์ช่วยเหลือ ช่วยปกปิดการกระทำความผิด ตัดสินจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้คืนดินที่ขุดไปจำนวน ๑๐,๐๐๐ ลูกบาตรเมตร ถ้าไม่คืนให้ชดใช้เงินเป็นจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท...

ข้อกฎหมายการชื่อขายที่ดิน สปก. แบบสรุปง่ายๆ 

  1. ที่ดิน สปก. ห้ามชื้อขาย จำหน่ายจ่ายโอนสิทธิ ยกเว้นการตกทอดทางมรดก
  2. สัญญาชื้อขายที่ดินกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้
  3. ที่ดิน สปก. ยังถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ยังถือว่าเป็นที่ป่าอยู่ สปก.เพียงได้รับสิทธิในการมาบริหารเอาไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเข้ามาทำกินเท่านั้น....เกษตรกรไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้นการที่ขุดดิน สปก.เอาออกไปขาย จึงถือว่าเป็นการลักดินของ สปก.ไป...เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน...
ดังนั้นครับ ที่ดิน สปก. ห้ามซื้อขายกัน 

เพราะคนขาย ก็จะถูกตัดสิทธิจาก สปก..และอาจติดคุกและเสียเงินมากกว่าที่ขายไปก็ได้นะครับ

ส่วนคนซื่อ ก็จะถูก สปก.ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน สปก.ครับ

สุดท้ายกฎหมายเพื่อความสุข เมื่อขายให้นายทุนไปแล้ว ก็บอกตำรวจไปครับว่าขายให้ใครไปแล้ว
โดยหลังจากส่งมอบที่ดินไปแล้ว เราก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกเลย...จะทำให้ท่านผู้ขายที่ดิน สปก.รอดจากคุกจากตาราง ไม่ต้องไปติดคุกแทนนายทุนครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง


แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ

    กฎหมายเพื่อความสุข

โดยทนายความคนศรีสะเกษ












วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เขตอำนาจศาล เขตอำนาจศาลแพ่ง หลงทางเสียเวลา หลงศาลแพ้คดี

ก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล ต้องดูก่อนว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลไหน ?

หลงทางเสียเวลา หลงเขตอำนาจศาลเเพ้คดี เสียเชิงทนายความ...



ภาพ เขตอำนาจศาลจังหวัดกันทรลักษ์- ศาลจังหวัดศรีสะเกษ


สวัสดีครับ แฟนเพจทุกท่าน ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ กับบทความกฎหมายเพื่อความสุข ทำหน้าที่เป็นทนายความปลดทุกข์ ให้กับคนที่มีความทุกข์ใจทุกท่าน...

กฎหมายเพื่อความสุข วันนี้ขอเสนอกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล

เขตอำนาจศาล แค่ทนายยื่นฟ้องผิดศาล ก็แพ้คดีแล้ว...

เพราะการยื่นฟ้องผิดศาล ศาลจะไม่รับฟ้อง หรือถ้าศาลรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ศาลก็จะสั่งจำหน่ายคดีหรืออาจยกฟ้องเสีย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีได้ถ้าฟ้องผิดศาล...

เนื่องจากศาลที่ไม่มีเขตอำนาจหนื่อคดีย่อมไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดี

การจะดูว่าคดีใดจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น นอกจากจะดูตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่างๆ แล้วยังต้องดูตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ ถึง มาตรา ๔ ด้วย

ซึ่งศาลในประเทศไทยเเบ่งศาลออกเป็น ๓ ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธํรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งการนำเสนอคดีในครั้งแรกต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ถ้าคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา...

ศาลชั้นต้นได้แก่ ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลล้มละลาย ศาลปกครอง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลภาษี เป็นต้น...

เขตอำนาจศาล มีเรื่องแล้ว จะขึ้นศาลไหน 
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ - มาตรา ๑๐

หลักตามมาตรา ๔

( ๑ ) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น

( ๒ ) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือต่อศาลทีี่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาในเขตศาล

ซึ่งให้อำนาจโจทก์เลือกได้ว่าจะฟ้องศาลไหนระหว่างศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากโจทก์ก็จะเลือกฟ้องที่ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เพราะสะดวก ประหยัดหรือมีพยานหลักฐานพร้อมมากกว่า...

แต่เขตอำนาจศาล คดีผู้บริโภค  เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค ในความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เดินทางมาศาล กฎหมายจึงกำหนดให้ยื่นฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะฟ้องคดี...

คดีผู้บริโภค ก็ประเภทคดีผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ เช่น คดีบัตรเครดิต คดีเช่าซื้อ คดีเงินกู้ เป็นต้น...

คดีร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๘๒ เขตอำนาจศาล คือศาลที่ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่เพราะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ดินซึ่งมีการครอบครองปรปักษ์

คดีร้องเป็นผู้จัดการมรดก ตามมาตรา ๔ จัตวา  เขตอำนาจศาล คือ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย....ส่วนในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่...เพื่อประโยชน์และความยุติธรรมแก่ทายาท เพราะถ้ากำหนดให้ยื่นได้ที่ภูมิลำเนาของผู้ร้องตามมาตรา ๔ ทำให้ทายาทต่างคนต่างก็ยื่นที่ศาลที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ เช่น ทายาทคนหนึ่งยื่นศาลจังหวัดศรีสะเกษ อีกคนยื่นที่จังหวัดอุบลราชธานี น้องคนเล็กยื่นที่จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นคดีนี้มีผู้จัดการมรดก ๓ คน เพราะต่างคนต่างยื่น ศาลเองก็ไม่ทราบว่ามีการตั้งผู้่จัดการมรดกไปแล้ว...

เขตอำนาจศาลในจังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษมีศาลอยู่ ๓ ศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ โดยแต่ละศาลมีเขตอำนาจ ดังต่อไปนี้

๑. ศาลจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาล ๑๖ อำเภอ ดังต่อไปนี้ คือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอพยุห์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอยางชุมน้อย อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอศิลาลาด อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอวังหิน อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และอำเภอเมืองจันทร์

๒. ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ มีเขตอำนาจศาล ๖ อำเภอ คือ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอโนนคูณ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ อำเภอไพรบึง และอำเภอเบญจลักษ์

๓. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาลทั้งจังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน และคดีครอบครัว สามีภริยาและบุตร

เขตอำนาจศาล เป็นเรื่องของทนายที่จะต้องฟ้องร้องคดีให้ถูกศาล 

แต่ชาวบ้านก็ควรรู้ไว้เพราะถ้าเดินทางไปผิดศาล ท่านอาจเสียเวลา เสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุครับ

กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ


วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อีตอแหล เป็นความผิดอาญา ยอมความไม่ได้

การด่าผู้อื่นว่า " อีตอแหล "เป็นความผิดอาญาหรือไม่ ?

การที่จำเลยกล่าวกับผู้เสียหายว่า "อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ ?



สวัสดีครับผม ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุข

วันนี้ขอเสนอคำว่า " อีตอแหล"   ด่าเพื่อนคำนี้จะติดคุกหรือเปล่า ?

1.ก่อนอื่นมาดูว่า อีตอแหล เป็นคำชม หรือคำด่า ?

สามัญชนคนธรรมดาทั่วไป 99 % ย่อมรู้สึกว่า อีตอแหล เป็นคำด่า ไม่ใช่คำชมเชยแน่ๆ
ตอแหล มีความหมายตามพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑฺิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า " เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายไปในทางเสื่อมเสีย

 2. การด่าคนอื่น ว่า ตอแหล จึงเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า เป็นความผิดอาญา 
เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....

การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย

ดังนั้น การกล่าวคำว่า ตอแหล ต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการด่า เป็นการดูถูกเหยียดหยาม
และสบประมาทผู้อื่นว่าเป็นคนพูดเพ็จ จึงเป็นการดูหมิ่นอื่น อันเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา ๓๙๓

การด่าผู้อี่นว่า อีตอแหล เป็นความผิดอาญาฐานดูหม่ินผู้อื่นซึ่งหน้า ตามมาตรา ๓๙๓  มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถือเป็นความผิดลหุโทษ เป็นความผิดเล็กน้อย แต่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....

ตัวอย่างฎีกา อีตอแหล 

ฎีกาที่ 8919/2552 โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,136 และ 391

ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 400 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  คงปรับ 200 บาท
ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68

ศาลฎีกา วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ประการแรกว่า  ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า
"อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง
การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหา หรือเป็นการทำให้ผู้ท่ีถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า "ตอแหล" ว่า เป็นคำด่าคนทีี่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการผูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประเด็นข้อกฎหมายว่าเป็นการด่าเพื่อป้องก้ันตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ จำเลยไม่ได้สืบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ปรากฎในศาลชั้นต้นไว้  เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา เพื่อจะนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาจำเลยในข้อนี้ การป้องกันตัว ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน...

จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว การด่าคนอื่นว่าตอแหล เป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกหรือโดนปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท...

แต่ด่า " อีตอแหล "ได้ไม่มีความผิด ถ้าเป็นกันด่าเพื่อป้องกันตนเอง....

กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความศรีสะเกษ






วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟ้องภริยาน้อย ฟ้องชู้ได้เท่าไร

แฟนหนูมีชู้...ไม่อยากหย่า

แต่อยากฟ้องภรรยาน้อย...




ไม่อยากหย่า 
แต่อยากเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากสามี
ูและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงชู้ทำได้
หรือเปล่าคุณทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ???

กฎหมายเพื่อความสุข มีทางเลือก ดังนี้

1. การที่สามีมีชู้ หรือยกย่องอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่น
ฉันภริยา เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516(1)

2.ถ้าสามีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร

ำให้เราได้รับความเดือนร้อน
เกินควร เมื่อเอาสภาพ ฐานะ
และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
มาคำนึงประกอบ เป็นเหตุ
ให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516 (6)

฿฿฿ ที่นี้เฉพาะภริยาซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกนะครับ 
มี 2 ทางเลือกคือ

1) ฟ้องหย่าสามี และก็ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย 


ซึ่งเรียกได้ 2 อย่าง คือ

1.ค่าทดแทน

2.ค่าเลี้ยงชีพ

1.1ฟ้องหย่าและฟ้องเรียกค่าทดแทน
จากสามีและหญิงชู้ได้
ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง โดยฟ้องให้รับผิดร่วมกัน

เช่น ตัวอย่างฎีกา 6516/2552 แม้จำเลยที่ ๑ ( สามี) จะไม่เคย
พาจำเลยที่ ๒ ( หญิงชู้ ) ออกงานสังคม หรือแนะนำให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยา

แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย 
อยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างในแหล่งชุมชน
ด้วยกันในเวลากลางคืน ขับรถรับส่งเมื่อไปทำธุระหรือ
ไปซื้ออาหารด้วยกัน ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจำเลยที่ ๑ 

ยกย่องจำเลยที่ ๒ ฉันภริยา
อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1615(1) แล้ว 


โจทก์(เมียหลวง )ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๒ (หญิงชู้ ) 

ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวกับจำเลยทีี่ ๑ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ 

ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งครับผม 

1.2 ถ้าสามีไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ก็ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากสามีได้
ตามมาตรา 1524

ส่วนค่าเลี้ยงชีพ นั้น 
สามารถเรียกได้ 2 กรณีคือ

2.1 การที่สามีไปมีชู้ เราเลือกที่จะฟ้องหย่าและ
ถ้าการหย่านั้นทำให้เรายากจนลง เราก็สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพได้
ตามมาตรา 1526 โดยต้องฟ้องเรียกไปพร้อมกับฟ้องหย่านะคับ
อันนี้ฟ้องได้เมื่ออีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดนะครับ...


ถ้าอีกฝ่ายไม่ผิด เช่นกรณีสมัครใจแยกกันอยู่ ฟ้องหย่าได้

...แต่เรียกค่าเรียกดูไม่ได

2.2 ถ้าการหย่ากันเป็นเพราะเหตุ
อีกฝ่ายเป้นคนบ้า วิกลจริต ตามมาตรา 1516(7) 

หรือเพราะเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ตามมาตรา 1516 (9)
ฟ้องหย่าได้ แต่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับอีกฝ่าย
ตามหลักมนุษยธรรม...
ตามมาตรา 1527

2) ทางเลือกที่ 2 ไม่ฟ้องหย่า
แต่จะเรียกค่าเสียหายจากสาม
และหญิงชู้ของสามี
เรียกได้ 2 อย่างด้วยกันนะครับ... คือ

2.1 เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่าตนม
ความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

....ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายพิเศษมากๆ 

สำหรับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะถึงแม้เรากับสามีไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
แต่ยังไม่ได้หย่า ซึ่งไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ภริยา 
ก็ฟ้องเรียกจากหญิงชู้ได้ ตามฎีกาที่4130/2548

และตามฎีกาที่ 6383/2537 ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้
ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งค่าทดแทนนี้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง
มีความหมายรวมถึงค่าเสียหายแก่ชื่อเสียง
และเกียรติคุณของภริยาด้วย...

&&&ซึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหาย
จากหญิงชู้ได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
แต่อย่างใด ตามฎีกาที่ 4818/2551


2.2 ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ ตามมาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า 

"ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยานั้น
อีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อ
ฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือ

ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ 
โดยศาลจะกำหนดให้เท่าใดก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้
โดยศาลจะดูจากความสามารถของสามี ฐานะของภริยาและพฤติการณ์แห่งกรณี

เพราะตามมาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะ
เลี้ยงดูกันตามความสามารถแลฐานะของตน

ดังนั้นหากสามีไปมีชู้แล้ว ส่งเสียเลี้ยงดูแต่ชู้ ไม่ส่งเงินให้ภริยาหลวง 

ทำให้ภริยาหลวงได้รับความเดือดร้อน ไม่พออยู่พอกิน 
ก็ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้นะครับ โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อนแต่อย่างใด....

สรุป สามีมีชู้ ไม่อยากฟ้องหย่า 

ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี

และสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก
หญิงชู้ได้นะครับ....


จากประสบการณ์ที่ทำมา คดีแบบนี้ ส่วนมากหญิงชู้ ไม่ค่อยมาศาล
แต่ส่งสามีเรามาคุยแทน เพราะทนายธีรวัฒน์ ฟ้องทั้งสามีและหญิงชู้

แต่ถ้าไม่อยากให้สามีมา ก็ฟ้องแต่หญิงชู้ก็ได้คับ...


แล้วฟ้องชู้ ได้เท่าไร 

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน้าตาทางสังคม เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
แล้วพบกันใหม่ ในบทความต่อไปนะครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง

เหตุแห่งการฟ้องหย่า 12 ประการ


กฎหมายเพื่อความสุข
















  ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา

ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ