วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ? ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ?

ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

มอบตัวสู้คดีสิครับ...



แต่ถ้าวันหนึ่งคุณดวงซวย โดนกลั่นแกล้ง ไปขัดผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย.....

เห็นข่าวเป็นประจำ ก็คดีแพะต่าง ๆ ๆ ครับ

เช่นคดีดัง ๆ ก็ คดีแพะเชอรี่แอน แพะเพราะเป็นคดีดัง ตำรวจต้องปิดคดีให้ได้

คดีแพะ ตายายเก็บเห็ด ติดคุก 15 ปี และล่าสุดก็คดีแพะ ครูจอมทรัพย์ ซึ่งทางตำรวจบอกว่าเป็นแกะไม่ใช่แพะ...ซึ่งต้องรอผลคำพิพากษากันต่อไปว่าจะออกมายังไง..

แล้วไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ???

มันน่ากลัวอย่างไง ??

ก. โดยยัดข้อหา  ก็มีทั้งประเภทที่ไม่ได้กระทำผิดเลยแบบจับแพะมา

กับแบบโดยยัดข้อหารุนแรงเกินจริง....แล้วตำรวจกับอัยการบอกว่าให้คุณไปสู้เอาเองที่ชั้นศาล

ข.ไม่ได้ประกันตัว ก็มีทั้งแบบไม่มีเงินประกันตัว คนจนติดคุก หรือแบบมีเงินประกันตัวแต่ศาลไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากกลัวหลบหนี หรือเป็นคดีร้ายแรงจากการโดนยัดข้อหาข้อ ก. ซึ่งมีตั้งแต่ชั้นฝากขังของพนักงานสอบสวน ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ของศาลอุทธรณ์ และชั้นศาลฎีกา....
เมื่อคุณไม่ได้รับการประกันตัว....คุณก็ต้องติดคุกสู้คดี กว่าคดีจะสิ้นสุดชั้นฎีกา ก็อาจจะ 2-5 ปี

สุดท้ายศาลตัดสินว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ข่าวทีวีได้ออกไปแล้วเมื่อ 2 ปี ที่แล้วว่าคุณเป็นคนร้าย
เป็นโจรปล้น ฆ่าข่มขืน...เป็นต้น... ครอบครัวแตกสลาย ลูกถูกเพื่อนล้อว่าเป็น "ลูกฆาตกร" พ่อขี้คุก

ค.ติดเชื้อในกระแสเลือด คือตาย ก่อนศาลตัดสิน ก็มีให้เห็นเป็นข่าวเป็นประจำ ทั้งตายที่โรงพัก 
ที่ DSI ที่เรือนจำก็มี ไม่ว่าจะผูกคอตายเอง โดนคนอื่นทำให้ตาย โดนสั่งเก็บ โดนเพื่อนในห้องขังเล่นงานเพราะเป็นคดีดังน่ารับน้องใหม่ก็เป็นได้นะครับ....

ดังนั้นการที่บางคนเลือกที่จะหนี ไม่ทำผิดจะหนีทำไม ?

เขาอาจไม่ได้กลัวติดคุก แต่กลัวโดนยัดข้อหา ไม่ได้ประกันตัว 
หรือตายในคุก ก่อนพิสูจน์ถูกผิดก็เป็นได้นะครับ

แล้วสำหรับคุณคิดว่าอะไรน่ากลัวที่สุด...

สำหรับคำถามที่ว่า " ไม่ทำผิดจะกลัวอะไร ?? "

สำหรับผมแล้วไม่ขอพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ดีกว่า....

บทความต่อไปทางแก้เมื่อคุณตกเป็นแพะ เป็นผู้ต้องหา เป็นจำเลย...

แล้วพบกันใหม่ครับ...

กฎหมายเพื่อความสุข




ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความคนศรีสะเกษ



วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ลูกควรอยู่กับใคร หลังหย่า

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า 

เมื่อเลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใคร ??

อยากมีสิทธิเลี้ยงดูลูกบ้าง ??





คุณทนายค่ะ ตอนนี้อึดอัดมาก โดนพรากลูกไปจากอก

ทั้งๆ ที่พ่อเด็กไม่เคยสนใจช่วยเลี้ยงดูเลย

แต่ตอนนี้พอเลิกกัน กลับรั้งตัวลูกไว้ สงสารแต่ลูก

ตอนนี้คงร้องไห้หาแม่แล้ว....


สวัสดีครับ

ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา  ทนายความคนศรีสะเกษ

กฎหมายเพื่อความสุข มีคำตอบว่า 

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า เลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใครนั้น ?

กฎหมายสิทธิการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ มีกำหนดไว้ในมาตรา 1520 

ในกรณีหย่าโดยความยินยอมสมัครใจหรือโดยคำพิพากษาของศาลแล้ว
สามีภริยาไม่ได้ตกลงกันไว้หรือ
ตกลงกันไม่ได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

ศาลมีอำนาจชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ตามมาตรา 1520

และหากว่าภายหลังปรากฎว่าผู้ใช้อำนาจปกครองดังกล่าว
ประพฤติตนไม่สมควร ศาลก็มีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้
ตามมาตรา 1521

ทั้งหมดล้วนเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา
ตามมาตรา 1566 วรรคสอง (6)

เมื่อเลิกกันแล้ว ลูกควรอยู่กับใครนั้น

ศาลมีหลักเกณฑ์ โดยคำนึงถึง
ความผาสุขและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ

โดยจะมีสถานพินิจและคุ้มครองเด็กเป็นผู้สืบเสาะนำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ
และทำความเห็นเสนอต่อศาลว่าเด็กควรอยู่กับใครมากกว่ากัน

โดยพิจารณาจาก

- ความสัมพันธ์ผูกพันธ์ ระหว่างพ่อ กับแม่ ฝ่ายใดมีมากกว่ากัน
เช่น อยู่กับฝ่ายแม่มีตายายค่อยช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
- เด็กผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับใครมากกว่า...
- อยู่กับใครแล้วสุขภาพจิตของผู้เยาว์ดีขึ้น เช่น โดนภริยาใหม่เกลียดชัง
   กลั่นแกล้งและข่มขู่ผู้เยาว์จนเกิดความกลัว 
   ลูกเกิดความว้าเหว่ ถูกทิ้งให้อยู่กับคนใช้ เป็นต้น...  

ศาลไม่ได้ดูว่าใครมีเงินมากกว่ากัน แล้วลุูกควรอยู่กับคนนั้นนะครับ

เพราะถ้าพ่อรวย การงานมั่นคง กลับบ้านดึก 
ไม่มีเวลาให้ลูก ปล่อยลูกให้อยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย...

กับคุณแม่ที่มีอาชีพมั่นคงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้โดยไม่เดือนร้อน
มีเวลาเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกน้อยฟ้ง ลูกอยู่กับแม่แล้วมีความสุขมากกว่า

ศาลย่อมให้คุณแม่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ได้ 

เพราะสุดท้าย ศาลยังมีอำนาจสั่งให้คุณพ่อชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะได้ครับ....

ซึ่งในกรณีที่มีการฟ้องหย่า และมีบุตรผู้เยาว์ 
ศาลจะมีการสั่งให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูมาด้วยเสมอในคำพิพากษา
แม้ไม่ได้ขอให้ชำระก็ตาม


สรุป สิทธิการเลี้ยงดูบุตร หลังหย่า

ศาลสามารถตั้งได้ เปลี่ยนตัวคนปกครองบุตรได้ตามความเหมาะสม 

เพื่อประโยชน์และความผาสุขของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ


อยากมีสิทธิในตัวลูกบ้าง ??

วันนี้เรายังไม่พร้อมเราอาจยอมยกลูกให้เขาไปดูแล

แต่เมื่อเราพร้อมเราคิดว่าเราดูแลลูกได้ดีกว่า

เราก็สามารถขอศาลสั่งให้ลูกกลับมาอยู่กับเราได้ครับ..

สุดท้าย เพื่อประโยชน์และความผาสุขของเด็กผู้เยาว์เป็นสำคัญ



กฎหมายเพื่อความสุข














ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความศรีสะเกษ

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิทธิในบุตร สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร

              เมื่อพ่อ - แม่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ใครจะมีสิทธิในการเลี้ยงดูบุตรมากกว่ากันค่ะคุณทนาย

ตอนแจ้งเกิดใช้นามสกุลของสามีนะค่ะ...






















สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ทนายความคนศรีสะเกษ

วันนี้มาพบกับกฎหมายเพื่อความสุข เรื่อง เมื่อพ่อ - แม่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ลูกจะต้องไปอยู่กับใคร ??

ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ใครจะมีสิทธิดีกว่ากัน ระหว่างพ่อ กับแม่

ก็มาดูข้อกฎหมายกันเลยคับ....

1.เด็กที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชาย
ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1546

2.บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
   เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงต้องอยู่กับมารดาครับ..ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1566

3. ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1567
     (1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
     (4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

4. บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน ตามมาตรา 1627

5.ป.พ.พ.มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น มีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้
   ลำดับที่ (1) ผู้สืบสันดาน

จากข้อกฎหมายดังกล่าว สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ระหว่างพ่อ-แม่ ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

นั้น ถือว่าบุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณแม่เท่านั้นครับ ส่วนคุณพ่อเป็นได้เพียงพ่อนอกกฎหมาย พ่อนอกสมรสครับ

คุณแม่จึงมีสิทธิในตัวบุตร สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร 
สิทธิที่จะกำหนดว่าจะให้บุตรอยู่ที่ไหนกับใคร
และก็มีอำนาจติดตามเอาบุตรคืนจากจากสามีนอกสมรสได้ครับ..

ส่วนการที่คุณพ่อไปแจ้งเกิด ให้ใช้นามสกุลของพ่อ
ก็เป็นเพียงพฤติการณ์การรับรองว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดา
ให้การรับรองแล้วเท่านั้น ยังไม่ทำให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคุณพ่อแต่อย่างใด

ทำให้บุตรมีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อได้
แต่คุณพ่อรับมรดกจากบุตรนอกสมรสไม่ได้นะครับ...

ทางแก้ของคุณพ่อนอกสมรส ก็คือการไปขอรับรองบุตรคับผม

ดูรายละเอียดเงื่อนไขการรับรองบุตรนอกสมรสได้ที่นี้ครับผม

การรับรองบุตรนอกสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย


แล้วพบกันที่บทความต่อไปคับ

เมื่อหย่ากันแล้ว พ่อหรือแม่ใครจะมีอำนาจปกครองบุตรมากกว่ากัน


กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

( ทนายความศรีสะเกษ )


วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟ้องภริยาน้อย ฟ้องชู้ได้เท่าไร

แฟนหนูมีชู้...ไม่อยากหย่า

แต่อยากฟ้องภรรยาน้อย...




ไม่อยากหย่า 
แต่อยากเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากสามี
ูและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงชู้ทำได้
หรือเปล่าคุณทนายธีรวัฒน์  นามวิชา ???

กฎหมายเพื่อความสุข มีทางเลือก ดังนี้

1. การที่สามีมีชู้ หรือยกย่องอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่น
ฉันภริยา เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516(1)

2.ถ้าสามีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร

ำให้เราได้รับความเดือนร้อน
เกินควร เมื่อเอาสภาพ ฐานะ
และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
มาคำนึงประกอบ เป็นเหตุ
ให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516 (6)

฿฿฿ ที่นี้เฉพาะภริยาซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกนะครับ 
มี 2 ทางเลือกคือ

1) ฟ้องหย่าสามี และก็ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย 


ซึ่งเรียกได้ 2 อย่าง คือ

1.ค่าทดแทน

2.ค่าเลี้ยงชีพ

1.1ฟ้องหย่าและฟ้องเรียกค่าทดแทน
จากสามีและหญิงชู้ได้
ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง โดยฟ้องให้รับผิดร่วมกัน

เช่น ตัวอย่างฎีกา 6516/2552 แม้จำเลยที่ ๑ ( สามี) จะไม่เคย
พาจำเลยที่ ๒ ( หญิงชู้ ) ออกงานสังคม หรือแนะนำให้บุคคลอื่นรู้จักในฐานะภริยา

แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย 
อยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างในแหล่งชุมชน
ด้วยกันในเวลากลางคืน ขับรถรับส่งเมื่อไปทำธุระหรือ
ไปซื้ออาหารด้วยกัน ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวและเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน แสดงว่าจำเลยที่ ๑ 

ยกย่องจำเลยที่ ๒ ฉันภริยา
อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1615(1) แล้ว 


โจทก์(เมียหลวง )ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๒ (หญิงชู้ ) 

ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์
ฉันชู้สาวกับจำเลยทีี่ ๑ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ 

ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งครับผม 

1.2 ถ้าสามีไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ก็ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากสามีได้
ตามมาตรา 1524

ส่วนค่าเลี้ยงชีพ นั้น 
สามารถเรียกได้ 2 กรณีคือ

2.1 การที่สามีไปมีชู้ เราเลือกที่จะฟ้องหย่าและ
ถ้าการหย่านั้นทำให้เรายากจนลง เราก็สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพได้
ตามมาตรา 1526 โดยต้องฟ้องเรียกไปพร้อมกับฟ้องหย่านะคับ
อันนี้ฟ้องได้เมื่ออีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดนะครับ...


ถ้าอีกฝ่ายไม่ผิด เช่นกรณีสมัครใจแยกกันอยู่ ฟ้องหย่าได้

...แต่เรียกค่าเรียกดูไม่ได

2.2 ถ้าการหย่ากันเป็นเพราะเหตุ
อีกฝ่ายเป้นคนบ้า วิกลจริต ตามมาตรา 1516(7) 

หรือเพราะเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ตามมาตรา 1516 (9)
ฟ้องหย่าได้ แต่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับอีกฝ่าย
ตามหลักมนุษยธรรม...
ตามมาตรา 1527

2) ทางเลือกที่ 2 ไม่ฟ้องหย่า
แต่จะเรียกค่าเสียหายจากสาม
และหญิงชู้ของสามี
เรียกได้ 2 อย่างด้วยกันนะครับ... คือ

2.1 เรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ที่แสดงตัวโดยเปิดเผยว่าตนม
ความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

....ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายพิเศษมากๆ 

สำหรับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะถึงแม้เรากับสามีไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
แต่ยังไม่ได้หย่า ซึ่งไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ภริยา 
ก็ฟ้องเรียกจากหญิงชู้ได้ ตามฎีกาที่4130/2548

และตามฎีกาที่ 6383/2537 ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้
ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งค่าทดแทนนี้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง
มีความหมายรวมถึงค่าเสียหายแก่ชื่อเสียง
และเกียรติคุณของภริยาด้วย...

&&&ซึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหาย
จากหญิงชู้ได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
แต่อย่างใด ตามฎีกาที่ 4818/2551


2.2 ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ ตามมาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า 

"ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยานั้น
อีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อ
ฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือ

ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ 
โดยศาลจะกำหนดให้เท่าใดก็ได้หรือไม่ให้ก็ได้
โดยศาลจะดูจากความสามารถของสามี ฐานะของภริยาและพฤติการณ์แห่งกรณี

เพราะตามมาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะ
เลี้ยงดูกันตามความสามารถแลฐานะของตน

ดังนั้นหากสามีไปมีชู้แล้ว ส่งเสียเลี้ยงดูแต่ชู้ ไม่ส่งเงินให้ภริยาหลวง 

ทำให้ภริยาหลวงได้รับความเดือดร้อน ไม่พออยู่พอกิน 
ก็ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้นะครับ โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อนแต่อย่างใด....

สรุป สามีมีชู้ ไม่อยากฟ้องหย่า 

ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี

และสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก
หญิงชู้ได้นะครับ....


จากประสบการณ์ที่ทำมา คดีแบบนี้ ส่วนมากหญิงชู้ ไม่ค่อยมาศาล
แต่ส่งสามีเรามาคุยแทน เพราะทนายธีรวัฒน์ ฟ้องทั้งสามีและหญิงชู้

แต่ถ้าไม่อยากให้สามีมา ก็ฟ้องแต่หญิงชู้ก็ได้คับ...


แล้วฟ้องชู้ ได้เท่าไร 

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน้าตาทางสังคม เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
แล้วพบกันใหม่ ในบทความต่อไปนะครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง

เหตุแห่งการฟ้องหย่า 12 ประการ


กฎหมายเพื่อความสุข
















  ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา

ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

น้องเมเปิ้ล Live สดถอดหมด ผิดอะไร ?

"น้องเมเปิ้ล" สาวใจกล้า โชว์สดถอดหมด"


 น้องเมเปิ้ล ทำผิดอะไร ???

ใครๆ ก็ทำกัน...


นี้ร่างกายของเธอ ?

เธอไม่ได้ไปทำร้ายใคร ? 

ตำรวจมาล่าตัว น้องเมเปิล ทำไม ?

คงปรับแค่ 500 บาท ข้อหาลามกอนาจาร ??





ที่นี้มาดูกฎหมาย ว่าน้องเมเปิ้ล ผิดอะไร ?

ปรับไม่เกิน 500 บาท  
ตามกฎหมายอาญา มาตรา 388 ข้อหากระทำลามกอนาจาร

แต่ที่เธอไม่รู้คือ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี 
หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2560
ตามมาตรา 14 (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ 
ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

เหตุผลที่มีโทษหนัก เพราะทำให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อสังคม 
ความสงบเรียบร้อยและศิีลธรรมอันดีของประชาชน ในวงกว้าง 
ประชาชน เด็กเยาวชนสามารถเข้าถึงง่ายโดยเฉพาะเฟสบุ๊ค....

คือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี กลัวคนอื่นเลียนแบบครับ...

จึงกำหนดโทษไว้สูง เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปราม 
การกระทำผิดดังกล่าวคับผม...


แล้วเราๆ ที่เขาไปดู ส่งต่อให้เพื่อน ๆ จะผิดอะไรคับ...

ใครเผยแพร่หรือส่งต่อ โชว์สด ถอดหมด ก็ผิดนะครับ...

ผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) ครับ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท 
หรือทั้งจำทั้งปรับ  โทษเท่ากับคนโชว์เลยนะครับ....


แต่ถ้าเป็นโชว์สด ถอดหมด ของเด็ก คือเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี

โทษหนักมากนะครับสำหรับคนส่งต่อหรือเผยแพร่ คือ 

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี 
และปรับตั้งแต่ 60,000 บาทถึง 200,000 บาท
ตามกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) 

เหตุผลที่โชว์เด็ก โทษหนักกว่า 

เพราะสื่อลามกอนาจารเด็กเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก
ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการล่วงละเมิด
ทางเพศต่อเด็กและส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเด็กครับผม...

สำคัญ...แค่ครอบครองสื่อลามกเด็กก็มีความผิดนะครับ..



คนอื่น ก็โชว์กัน ทำไมไม่ผิด...
แล้วน้องเมเปิล ทำไมถึงผิด..
ลิมิต ลามกอนาจาร อยู่ที่นม กับ อวัยวะเพศคับ...

ถ้าโชว์นม แล้วไม่ปิดหัวนมก็ผิด...คือห้ามโชว์หัวนม
และก็ไม่ให้โชว์อวัยวะเพศ...

อันนี้ไม่เกี่ยวกับดำไม่ดำนะครับ...


ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าคดีน้องเมเปิล ตำรวจจะเอายังไงต่อ...
และสุดท้ายศาล จะว่ายังไง...จะลงโทษเพื่อเป็นการป้องกัน
ไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างหรือเปล่า...

สุดท้ายด้วยความหวังดี 

อย่าส่งต่อ ชี้ช่อง โชว์สดถอดหมดนะครับ
คุณอาจดวงซ่วย ถูกล่อซื้อจากตำรวจก็ได้...


กฎหมายเพื่อความสุข

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

การรับรองบุตร

การรับรองบุตรนอกสมรสให้ชอบด้วยกฎหมาย


ทับไม่ร้อง...ท้องไม่รับ

เท่ากับเป็นบุตรนอกกฎหมาย..

กฎหมายเพื่อความสุข...

ไปร้องขอรับรองบุตรซิครับ...





เด็กที่เกิดจากมารดาที่ไม่ได้
จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
..ย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ
มารดาเท่านั้น

แต่เป็นได้แค่บุตรนอกกฎหมายหรือ
บุตรนอกสมรสของบิดา หรือ
บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเท่านั้นนะคับ

&& วิธีเปลี่ยนบุตรนอกกฎหมายหรือ
บุตรนอกสมรส ให้กลายเป็นบุตรชอบ
ด้วยกฎหมายของบิดา

ทำได้ 2 ภาค 3 วิธีด้วยกัน คือ

2 ภาค ก็คือภาคสมัครใจ กับ ภาคบังคับ
( ภาษาผมเองนะครับ ยืมมาจากประกันภัย )

ส่วน 3 วิธี ตามกฎหมายแพ่ง มาตรา 1547 ก็คือ

1.บิดามารดาไปจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง
ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าใดก็ตาม และมีผลให้เป็น
บุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดานับแต่วันที่เด็กเกิด

2.บิดาไปจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ตามมาตรา 1547
และมีผลให้บุตรนอกสมรสกลายเป็นบุตรชอบด้วย
กฎหมายของบิดานับแต่วันที่เด็กเกิด

สำหรับวิธีการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรนั้น
ให้ไปยื่นเรื่องจดทะเบียนรับรองบุตรที่อำเภอหรือเขตนะครับ
โดยต้องได้รับจากทั้งเด็กและมารดาของเด็กด้วย

ถ้าเด็กหรือมารดาของเด็กไม่ให้ความยินยอม หรือ
ไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กเพิ่งเกิด ยังไม่รู้ภาษาเป็นต้น
การจดทะเบียนเป็นบุตร ก็ต้องอาศัยคำพิพากษาของศาล
เจ้าหน้าที่จึงจะสามารถดำเนินการให้ได้

3.ขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร อันนี้ผมขอเรียกว่า
เป็นภาคบังคับก็เเล้วกันนะคับ...
เป็นการรับรองบุตรโดยคำพิพากษาของศาล
โดยการยื่นคำร้องขอรับรองบุตรต่อศาล
มีผลเมื่่อคำพิพากษาศาลถึงที่สุด..

ข้อนี้ใช้สิทธิได้ทั้งพ่อ แม่ ลูก โดยใช้ข้อสันนิษฐาน
ตามกฎหมายเเพ่ง มาตรา 1555
ซึ่งมีอยู่ 7 ประการด้วยกัน คือ

1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า
หรือหน่วงเหนี่ยวกักขัง
หญิงมารดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

2)เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาว
หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาใน
ระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

3)เมื่อเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน

4)เมื่อปรากฎในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตร
โดยมีหลักฐานว่า บิดานั้นเป็นผู้แจ้งการเกิด
หรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งการเกิดนั้น
เช่น เซ็นต์สำเนาบัตรประชาชน
ทะเบียนบ้านให้เขาไปแจ้งเกิด

5) เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย
ใครๆ ก็รู้กันว่าเป็นสามีภริยากัน

6) เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดา
ในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้
เป็นบุตรของชายอื่น

7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร
เช่นให้ใช้นามสกุล ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ส่งให้เรียน
ให้เรียกว่าพ่อ พ่อๆๆ เป็นต้น

เมื่อเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาแล้ว

- ทำให้บิดามีอำนาจปกครองบุตรได้

- ทำให้บิดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ถ้าไม่จ่าย มารดาหรือบุตร สามารถเลี้ยงค่าเลี้ยงดูได้
โดยสามารถเรียกย้อนหลังได้ถึงวันที่บุตรเกิดเลยนะคับ

ส่วนบุตรนอกกฎหมายทีี่บิดารับรองโดยพฤตินัยนั้น
ทำให้บุตรคนดังกล่าวมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้
ตามมาตรา 1627
แต่ยังไม่ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนะครับ
ทำให้บิดาไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะอุปการะเลี้ยงดู

หากบิดาไม่อุปการะเลี้ยงดู บุตรนอกกฎหมาย
ก็ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจาก
บิดานอกกฎหมายได้

และทำให้บุตรคนดังกล่าว
ไม่สามารถฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ
จากผู้ทำละเมิดเป็นเหตุให้บิดาตายได้
แต่ฟ้องเรียกค่าปลงศพได้นะครับผม...

และสำหรับมนุษย์เงินเดือน
ที่ต้องจ่ายประกันสังคมกันทุกเดือนนั้น
หากผู้ประกันตนได้ถึงแก่ความตาย...

บุตรหรือบิดานอกกฎหมาย
สามารถขอเบิกเงินค่าทำศพได้ แต่
ไม่สามารถขอเบิกเงินบำเหน็จ
กรณีชราภาพได้นะครับ...
ต้องมาร้องศาลให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก่อน

บุตรหรือบิดาจึงจะสามารถขอเบิกเงินดังกล่าว
จากประกันสังคมได้...

กฎหมายเพื่อความสุข...
อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีดีนี้
ให้เพื่อนคุณนะครับ...
เขาอาจจำเป็นต้องใช้ก็ได้....

แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปคับ..

ธีรวัฒน์  นามวิชา

ทนายความพ่อลูกอ่อน


วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

ภาษีรถเบนซ์ คุณตัน อิชิตัน


ภาษีรถเบนซ์คุณตัน ถ้าคุณโชคดี


ตอนนี้เห็นคุณตัน จัดโปรโมชั่น รับหน้าร้อน 

" อิชิตัน รหัสรวยเปรี้ยง รางวัลแห่งชีวิต 

รวมมูลค่ากว่า 83 ล้านบาท "

แจกคอนโด และรถเบนซ์อีกกว่า 28 คัน....






กฎหมายเพื่อความสุขวันนี้ ก็เลยขอพูดถึงเรื่อง

ภาษีรถเบนซ์ ของคุณตันกันดีกว่า....

ซึ่งจะมีภาษีที่ต้องเสียอยู่ คือ

1.ตอนได้รางวัล รถเบนซ์อิชิตันนะครับ
ซึ่งคุณตัน ภาสกรนที จะขับมาแจกคุณเอง
พร้อมออกข่าว ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าคุณได้เบนซ์อิชิตัน
โดยเฉพาะหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี คุณจึงหนีไม่พ้นแน่ ๆ

ซึ่งตอนรับรางวัลนะครับ
ก็จะมีภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของราคารถยนต์

และพอสิ้นปี คุณก็ต้องนำเงินรางวัล
ไปคำนวณเสียภาษีส่วนที่เหลืออีกนะครับ

ถ้าโชคดีคุณตัน จ่ายภาษีเเทนคุณ ( อันนี้ไม่แน่ใจ ข่าวเขาว่ามา )
คุณก็ต้องนำเงินภาษีที่คุณตันจ่ายแทน
มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อจ่ายภาษีด้วยนะครับ...
เพราะถือเป็นรายได้เหมือนกั

ภาษีตอนรับก็ประมาณนี้ละครับ มีเพื่อนๆ บางท่านเคยกล่าวไปแล้ว
ผมจะไม่ขอกล่าวโดยละเอียด

2. แต่ที่ผมจะกล่าวถึงวันนี้ เป็นภาษีตอนขายเบนซ์ ของคุณตัน....

เพราะรู้สึกว่ายังไม่มีใครพูดถึงกันนะครับ

สมมุติิว่าคุณขายรถเบนซ์อิชิตันได้ในราคา 3,000,000 บาท

คุณต้องเสียภาษี กี่บาท ??

คำตอบ คือ ไม่ต้องเสียภาษีสักบาทครับ...

ถ้าเรารู้เรื่องของเทคนิคทางภาษี

เพราะมันได้รับการยกเว้นภาษี นั้นเอง ดังนี้

2.1 ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ไม่ต้องเสีย เพราะว่ารถเบนซ์ที่เรา

ได้มาจากคุณตัน ถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวที่เราใช้แล้ว

ถือว่าเป็น " การขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งใน

ทางการค้าหรือหากำไร" ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวม

คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร

ดังนั้นเทคนิคประหยัดภาษี เมื่อได้รับรถเบนซ์คุณตันมาแล้ว

ก็กรุณาใช้สัก 1 วัน 2 วัน หรือ 1 ปี ก็ถือว่าเป็นรถเบนซ์ใช้แล้ว

เวลาขายก็ไม่ต้องเสียภาษีคับ...

เทคนิคนี้ ท่านอาจารย์ รศ.เพิ่มบุญ แก้วเขียว
แนะนำมาตอนที่เรียนรามอยู่ครับ
แต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะยังไม่เคยได้รางวัลกับเขาคับ 5555

2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่ต้องเสียนะคับบุคคลธรรมดาอย่างเรา

เพราะ กรณีบุคคลธรรมดา
ได้ขายสินค้าที่เป็นทรัพย์สินสิ่งของใช้ส่วนตัว
ตามข้อเท็จจริงข้างต้น หากการขายสินค้าดังกล่าว
ไม่ได้กระทำในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ
ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 77/1(5) แห่งประมวลรัษฎากร

เพราะเราไม่ได้มีอาชีพซื่้อขายรถยนต์นะครับก็เลยไม่ต้องเสีย....

ดูข้อกฎหมาย ข้อหารือภาษีอากรเรื่องนี้ได้ที่นี้คับ
http://www.rd.go.th/publish/22899.0.html

ก็คือ ปกติเรื่องภาษีถ้าอันไหนไม่แน่ใจว่าจะต้องเสียหรือไม่
เขาก็จะส่งเรื่องไปเพื่อให้กรมสรรพากรตอบมาคับ ...
ว่าเรื่องแบบนี้ต้องเสียภาษีหรือเปล่าคับ

หรือยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก เวลาเพื่อนขาย
รถยนต์โตโยต้า มือสอง ต้องเสียภาษีหรือเปล่าคับ ก็ไม่ต้องเสีย...

แต่สุดท้ายก็ยังมีค่าอากรณ์แสตมป์
ในอัตราร้อยละ 1 บาท ต่อวงเงิน 200 บาท
ที่ต้องจ่ายเมื่อไปโอนรถเบนซ์ที่ ขนส่งนะคับ
อันนี้ถ้าไม่อยากจ่ายก็ตกลงให้คนซืิ้่อจ่ายแทนคับ...

สุดท้ายขอขอบคุณ ภาพถ่ายต้นฉบับจากเพจ

คุณตัน ภาสกรนที https://www.facebook.com/tanichitan/

ขอให้เพื่อนๆ โชคดีได้รถเบนซ์คุณตัน อิชิตัน ขับกันนะครั

กฎหมายเพื่อความสุข

ธีรวัฒน์ นามวิชา

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ??

คุกไทยมีไว้ขังคนจนจริงหรือ ??




คนจน แบบตายายเก็บเห็ดติดคุก 15 ปี 


คนรวยขับรถชนคนตาย ทำไมรอลงอาญา


ใครเป็นผู้กำหนดให้เป็นเช่นนี้ ศาล อัยการ ตำรวจ ทนายความ ฝ่ายนิติบัญญัติ สส. สว. สนช.

หรือฝ่ายบริหาร ที่มีนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบ หรือ เราๆ ทุกคนที่เป็นประชาชนคนธรรมดา

กฎหมายนั้นเขียนขึ้นโดยคน ไม่ใช่มาจากพระเจ้า เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้

เช่นที่เป็นข่าวมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อแก้กฎหมาย ให้คดีข่มขืน ได้รับโทษประหารชีวิตทุกกรณี เป็นต้น

วันนี้ผมในฐานะทนายความตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมน้้น ซึ่งไม่มีอำนาจเพียงพอท่ี่จะไปเเก้ไขกฎหมายได้

แต่ผมเชื่อมั่นในพลังของสังคม พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์ค พลังของคนที่รักความเป็นธรรม ว่าเราสามารถส่งเสียงไปให้ผู้ที่มีอำนาจ

เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมได้ ต่อไปจะได้ไม่มีคำว่า คุกมีไวัขังคนจน อีกต่อไป

ที่นี้กฎหมายที่ออกแบบเพื่อจับคนเขาคุกหรือเอาคนออกจากคุก หลักๆ ก็คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๑ บัญญัติไว้ว่า 

"ให้การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายจะกระทำมิได้

เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย " ดังนั้น หลังจากมีรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว ทำให้มีการแก้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามมา

แต่ก็ยังไม่มีการแก้กฎหมายที่ทำให้คนจนเสียเปรียบต้องติดคุกอยู่นะคับ

โดยมีกฎหมายที่ทำให้คนจนติดคุก เสียเปรียบผู้มีอันจะกินในสังคมอยู่หลัก ๆ ก็คือ

คนจน คนไม่มีเส้นติดคุกก่อนศาลตัดสินว่าถูกหรือผิด และ

คนจน ติดคุกหลังศาลตัดสินแต่คนรวยรอดตัวแบบสบาย ๆ


คนจนติดคุกก่อนศาลตัดสินว่าถูกหรือผิด ก็คือ ติดคุกระหว่างศาลพิจารณาคดีคับ

๑. หมวดที่ ๓ ว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราว หรือที่ชาวบ้านเราเรียกว่า การประกันตัวนั้นเอง

ซึ่งตามมาตรา ๑๑๐ กำหนดไว้ว่า " ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินห้าปีขึ้นไป ผู้ที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราวต้องมีประกันและจะมีหลักประกันด้วย

หรือไม่ก็ได้

            วรรคสองในคดีอย่างอื่นจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลย หรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้ "

และตามมาตรา ๑๑๑ " เมื่อจะปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลย ก่อนที่จะปล่อยไป ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสาบานหรือปฎิญาณตนว่าจะมาตามนัด

หรือหมายเรียก "

 ซึ่งจากกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าว ก็จะสรุปได้ว่า ถ้าเป็นโทษเล็กๆ น้อย ๆ ศาลก็สามารถให้จำเลยหรือผู้ต้องหาสาบานตัวว่าจะมาตามนัดแล้วปล่อยกลับ

บ้านได้ คนจนไม่มีเงินก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องติดคุก รอก่อนค่อยตัดสินที่หลัง

แต่ตามมาตรา ๑๑๐ นั้นกลับกำหนดให้คดีที่มีโทษจำคุกเกินห้าปีขึ้นไป การปล่อยตัวชั่วคราวต้องมีหลักประกัน ซึ่งทำให้ศาลไม่สามารถให้จำเลยสาบานตัวแล้ว

กลับบ้านได้เหมือนคดีเล็กๆ น้อยๆ ได้ จึงทำให้คนจนต้องติดคุกเพราะไม่มีเงินมาประกันตัว 

เพราะตามมาตรา ๑๑๔ " เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยให้มีประกันและหลักประกันด้วย ก่อนปล่อยตัวไป ให้ผู้ร้องขอประกันจัดหาหลักประกันมาดังต้องการ

ซึ่งหลักประกันมี ๓ ชนิด ดังนี้
  1. มีเงินสดมาวาง
  2. มีหลักทรัพย์อื่นมาวาง
  3. มีบุคคลมาเป็นหลักประกัน โดยเเสดงหลักทรัพย์
จากกฎหมายดังกล่าวทำให้คนจน คนไม่มีเส้นต้องติดคุก เพราะไม่มีเงินมาประกันตัว และหาบุคคลมาประกันตัวให้เขาก็ไม่มาให้

ส่วนคนชั้นกลาง หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินสด ไม่มีหลักทรัพย์ จำพวกโฉนดที่ดิน ก็ต้องไปหาหยิบยื่ม หรือกู้หนี้นอกระบบ ร้อยละ ๓ หรือ๕ ต่อเดือน

เพื่อเอาเงินมาเช่าหลักทรัพย์จากหน้าประกันอาชีพต่อไป

ส่วนคนรวยนั้น ก็สบายๆ หาเงินหาหลักทรัพย์มาประกันตัวได้อยู่แล้วครับ

อีกทั้งความเลื่อมล้ำในสังคมทำให้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของคนหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลาง กับเศรษฐี มหาเศรษฐี นั้นมีคุณค่าต่างกัน

เพราะ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของมหาเศรษฐี อาจเป็นเพียงค่าอาหารเพียงมื้อเดียว ส่วน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของคนจน คือค่าอาหารทั้งปีของครอบครัว

ดังนั้นจึงไม่เเปลกที่คนจน คนไม่มีเส้นต้องติดคุก เพราะไม่มีเงินมาประกันตัว และไม่มีใครมาประกันตัวให้....

คำถามก็คือ ทำไมเราต้องใช้เงินมาเป็นหลักประกันด้วยว่าเขาจะไม่หนี ?

ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่เขาจะหนี ต่อให้ใช้วงเงินมากเท่าไหรเขาก็หนี

คนจนที่ไม่หนี เขาก็เขามอบตัวต่อตำรวจโดยดีตลอดมา...แต่ไม่มีเงิน จึงต้องติดคุก...หรือคับ

ทำไมเราไม่ออกเเบบกฎหมายไทยใหม่ ไม่ใช้เงินเป็นที่ตั้งในการปล่อยตัวชั่วคราวบ้างละคับ ??

เช่น ในความคิดเห็นของผมนะคับ เมื่อเรากลัวว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหนีนะคับ..

เราก็มา่ดูว่าเขาหนีคดีเพราะอะไร ? เพราะเขาคิดว่าเขาหนีประกันแล้วจะทำให้คดีขาดอายุความหรือเปล่า ?

ถ้าใช่เราอาจมาแก้กฎหมายใหม่ กำหนดให้คนที่หนีคดีในชั้นประกันตัว ไม่ให้คดีขาดอายุความ และถ้าจับตัวได้

ก็ไม่มีสิทธิประกันตัวอีกต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อเป็นการลงโทษคนที่หนีไม่ดีกว่าหรือคับ...ดีกว่าขังคนจนบริสุทธื์ไว้

และที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องว่าศาลต้องให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนนะคับ

เพียงแต่อยากให้ตัดประเด็น เรื่อง " ความเชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด"  ตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวของศาล

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๐๘ (๔) ส่วนหลักเกณฑ์อื่นยังขอให้คงเดิม เช่นความหนักเบาแห่งข้อหา พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร หรือเป็นผู้มีอิทธิพล 

ปล่อยไปเเล้วอาจไปข่มขู่พยานได้

เพราะเมื่อคนจนไม่มีหลักประกันหรือหลักประกันไม่น่าเเชื่อถือ เช่น ที่ดินไม่ติดทางสาธารณะ ศาลบางท่านก็ยกคำร้องได้โดยให้เหตุผลว่า

 หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ ไม่สะดวกแก่การบังคับคดีเป็นตน.. สุดท้ายคนจนก็ติดคุกคับ หรือไปจ้างนายประกันอาชีพให้หาหลักทรัพย์มาให้

และในส่วนที่สอง

คนจน ติดคุกหลังศาลตัดสินแล้วแต่คนรวยรอดตัวแบบสบาย ๆ

ก็คือในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับนะครับ

เมื่อศาลพิพากษาว่าทำผิดจริง แต่โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้ และให้ชำระค่าปรับจำนวน......บาท 

ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้ขังแทนวันละ ๒๐๐ บาท

ผลก็คือคนจนไม่มีเงินชำระค่าปรับ ก็ติดคุกซิครับ ติดคุกแทนค่าปรับ

ส่วนคนรวยไม่ติดคุกเพราะมีเงินชำระค่าปรับคับ สบายๆๆ

ความจนมันน่ากลัวนะคับ...

อันนี้ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่เขียนไว้นะคับ ยุติธรรมคับแต่คนจนเสียเปรียบคนรวย

และที่เป็นปัญหา เพราะคนจนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เลยทำให้มีคนติดคุกเพราะไม่ได้ประกันตัวเต็มคุกคับ

สุดท้ายกฎหมายเเก้ได้ครับผม เขาบอกว่า " คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก "

และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี เป็นคนที่รักความยุติธรรม และผมเชื่อว่าประชาชนคนธรรมดาก็มีพลังเปลี่ยนแปลงสังคมได้

เราทุกๆ คนทำได้ด้วยปลายนิ้ว เพียงแต่ท่านช่วยแชร์ บทความนี้ หรือเสนอแนะให้ผู้มีอำนาจในสังคมได้เห็น เพื่อสังคมไทยที่ดีขึ้น

ต่อไปจะได้ไม่มีคำว่า " คุกไทยมีไว้ขังคนจน " อีกต่อไป

แต่ถ้าท่านอ่านแล้ว หลับตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็นความไม่ยุติธรรมในสังคมไทย ก็ตัวใครตัวมันครับ...

เวลาคนรวยทำผิดแล้วไม่ติดคุก ก็ไม่ต้องมีอารมณ์นะครับ ว่าคุกมีไว้ขังคนจน

แล้วไปโทษศาลว่าไม่ยุติธรรม เมื่อกฎหมายมันว่าอย่างนั้น แล้วศาลจะไม่ไปตามกฎหมายได้อย่างไรครับผม..

เพราะเราทุกคนเป็นคนเลือกเอง ที่จะให้มันเป็นอยู่เช่นนั้นเอง

แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคับ

ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา 





 










วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เมาแล้วขับ...ประกันภัยรถยนต์ต้องจ่ายหรือเปล่า ??

เมาแล้วขับ บริษัทประกันต้องจ่ายหรือเปล่าคับผม ?


เมาแล้วขับ ประกันจะจ่ายหรือเปล่าคับ



สวัสดีคับผม กฎหมายเพื่อความสุขวันนี้ เรามาดูว่า เมาแล้วขับ ประกันรถยนต์ต้องรับผิดชอบหรือเปล่า กันคับผม

กรณีที่ถือว่าเมาแล้วขับตามกฎหมาย คือ 

มีเเอลกอฮอล์เกินกว่า ๕๐ มิลลิกรัม ซึ่งจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ไม่เกิน ๑ ปี ถึงสูงสุด ๑๐ ปี

และปรับตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท

ที่นี้มาดูว่าประกันภัยรถยนต์ ที่เราทำไว้ ตั้งแต่ภาคบังคับ คือ พ.ร.บ. รถยนต์

และประกันภัยภาคสมัครใจ คือ ประกันภัยชั้น ๑ ถึง ชั้น ๕ 

ถ้าเราเมาแล้วขับ บริษัทประกันภัย จะรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้เราหรือเปล่า

๑. ในกรณีประกันภัยภาคบังคับ คือ พ.ร.บ. รถยนต์หรือจักรยานยนต์นี้นะคับ ก็จะไม่มีเขียนไว้ในกรมธรรม์ว่า

มีการยกเว้นความรับผิดจากการเมาแล้วขับไว้นะคับ ดังนั้น ถึงเมาแล้วขับ พ.ร.บ. ก็จ่ายค่าเสียหายให้นะคับ

เพราะ พ.ร.บ. เน้นความคุ้มครองด้านร่างกาย ชีวิต ค่ารักษาพยาบาล จากการประสบอุบัติเหตุจากรถ

๒.ส่วนประกันภัยชั้น ๑ ชั้น ๒ ชั้น ๓ ชั้น ๕ ( ๒ + กับ ๓+ ) ประกันภาคสมัครใจ นั้นนะครับ

เมื่อเราเปิดไปดู ข้อยกเว้นความรับผิดของบริษัทประกันภัย ตามกรมธรรม์ที่เราได้รับมานะคับ

ก็จะพบข้อยกเว้นความรับผิดอยู่ข้อหนึ่ง เขียนไว้เหมือนๆ กันทุกบริษัท แบบว่า " บริษัทจะไม่รับผิดชอบ

ถ้าเราเมาแล้วขับ แล้ววัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม " นะคับ

แต่เมื่อดูชัดๆ ดูให้ละเอียด ก็จะพบว่าถึงเราจะเมาแล้วขับ เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม 

บริษัทประกันภัยก็จะปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ แต่สุดท้ายบริษัทประกันภัย

สามารถมาเรียกร้องเงินค่าเสียหายคืนจากคนเมาแล้วขับได้ "

ที่นี้เมื่อแปลภาษากฎหมายจากสัญญาประกันภัยดังกล่าว เป็นภาษาชาวบ้าน ให้เขาใจง่าย ๆ ก็คือ

        ๑.๑ ในกรณีที่เราเมาแล้วขับ ถ้าไม่เกิน ๑๕๐ มิลลิกรัม บริษัทประกันภัยจ่ายเราตามสัญญา

        ๑.๒ ถ้าเราเมาแล้วขับ เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม  บริษัทประกันภัย สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบ
ต่อเราได้ตามข้อยกเว้นในสัญญา คือเราต้องซ่อมรถเราเอง จ่ายค่าเสียหายเอง จ่ายค่าซ่อมรถให้คู่กรณีเอง
ประกันตัวในชั้นศาลเอง จ่ายค่าพยาบาลเอง

        ๑.๔ แต่ถึงแม้เราจะเมาแล้วขับ เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม บริษัทประกันภัยก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกไม่ได้
กล่าวคือ บุคคลภายนอก คู่กรณียังสามารถมาเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าเสียหายได้ เช่น สมมุติถ้าคุณเมาแล้วขับ
วัดแอลกอฮอล์ได้ ๓๐๐ มิลลิกรัม ขับรถโดยประมาทมาชนรถลูกความของผมได้รับความเสียหาย ผมก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณ
ในฐานะคนขับ ( ทำละเมิด ) เป็นจำเลยที่ ๑ และฟ้องบริษัทประกันภัย เป็นจำเลยที่ ๒ เพื่อให้รับผิดร่วมกัน ที่ต้องฟ้องบริษัทประกันด้วย
เพราะบริษัทประกันภัยมีเงินจ่ายแน่ๆๆ คงไม่ได้แค่คำพิพากษากับกระดาษ

         ๑.๕ ที่นี้เมื่อบริษัทประกันภัยจ่ายค่าเสียหายให้กับบุคคลภายนอก คู่กรณี ตามข้อ ๓. ข้างต้นแล้ว
บริษัทประกันภัยก็จะใช้สิทธิกลับไปเรียกร้องเงินคืนจากคุณที่เมาแล้วขับมีแอลกอฮอล์ เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม
ตามข้อยกเว้นความรับผิดตามสัญญาได้...คับ

สรุป ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ เมาแล้วขับ ถ้าเกิน ๑๕๐ มิลลิกรัม

บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาได้ ถึงจ่ายค่าเสียหายให้กับบุคคลภายนอก 

หรือคุ่กรณีไปแล้ว บริษัทประกันภัยก็มาเรียกร้องเงินคืนจากคนที่เมาแล้วขับ เกิน ๑๕๐ มิลลิกรัมได้คับ


สรุปสุดท้าย เมาแล้วขับ มีแอลกอฮอล์ เกินกว่า ๑๕๐ มิลลิกรัม

ประกันภัยภาคบังคับ พรบ.จ่ายตามปกติ ส่วนประกันภัยชั้น ๑ ถึงชั้น ๕ ก็ตัวใครตัวมันครับ


แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคับผม..

      ทนายธีรวัฒน์  นามวิชา