เปลี่ยนท่อใหม่ แล้วโดนข้อหาดัดแปลงสภาพรถ ดัดแปลงท่อไอเสีย
การเปลี่ยนท่อไอเสียใหม่ จะเปลี่ยนเป็นท่อซิ่ง ท่อแต่ง
ท่อไม่มี มอก. จะผิดกฎหมายจราจรหรือไม่นั้น ??
ข้อหาดัดแปลงสภาพรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์
เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา 14 บัญญัติว่า " รถใดที่จดทะเบียนแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น เว้นแต่เจ้าของรถนำรถไปให้นายทะเบียนตรวจสภาพก่อน ..."
ดังนั้น มาตรา 14 ข้อหาดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากรายการที่่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ที่มีการจดทะเบียนไว้ เช่น การเปลี่ยนสีรถ การเปลี่ยนเครืองยนต์รถ ประเภทรถ ลักษณะรถ ชนิดเชื้อเพลิงรถ เป็นต้น เจ้าของรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ จึงจะต้องนำรถไปให้นายทะเบียนสภาพก่อนจึงนำรถไปใช้ได้
ส่วนท่อไอเสียรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์นั้น จัดเป็นส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง พ.ศ.๒๕๕๑ แต่ท่อไอเสียรถมิได้เป็นรายการที่จดทะเบียนไว้
ดังนั้น การเปลี่ยนท่อไอเสียรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เป็นท่อซิ่ง ท่อแต่ง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อนายทะเบียนแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ต้่องมีระดับเสียงดังไม่เกินเกณฑ์ที่ทางการกำหนด คือดังไม่เกิน 95 dB และต้องติดตั้งท่อไอเสียไว้อย่างมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัยสำหรับการใช้งานและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น...เท่านั้นเป็นใช้ได้
ข้อหาดัดแปลงสภาพรถ มาตรา 14 เสียค่าปรับเท่าใด
ตามมาตรา ๖๐ พ ร บ.รถยนต์ กำหนดว่า " ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรา ๑๔ มาตรา....ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
ดังนั้น อย่าแปลงใจที่เจ้าพนักงานตำรวจชอบตั้งข้อหาดัดแปลงสภาพรถ ดัดแปลงท่อไอเสีย เพราะเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท
เปลี่ยนท่อรถยนต์ ท่อมอเตอไซค์ใหม่ มีโอกาสโดนข้อหาอะไรบ้าง ??
1. ข้อหาดัดแปลงท่อไอเสีย ให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ท่อไอเสียรถไม่ใช่รายการที่จดทะเบียนไว้ ในใบคู่มือจดทะเบียน ดังนั้นจึงเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องแจ้งนายทะเบียนก่อนนำรถมาใช้แต่อย่างใด เปลี่ยนแล้วก็ใช้รถได้เลย เหมือนเปลี่ยนกระจกมองหลังครับ... เปลี่ยนท่อไอเสีย จึงไม่ผิดข้อหาดัดแปลงสภาพรถ...
2.ท่อไม่มี มอก. ผิดกฎหมายหรือไม่ ? นั้น ตาม พรบ.รถยนต์ ไม่ได้กำหนดว่า ท่อไอเสียรถยนต์ ่รถมอเตอร์ไซค์ที่เปลี่ยนใหม่ต้องใช้ท่อที่มี มอก. เท่านั้น ดังนั้นจึงเปลี่ยนได้ ไม่มีความผิด
และ ตามกฎหมาย พรบ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.๒๕๑๑ นั้น ก็กำหนดให้เฉพาะผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น ที่่ต้องผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ท่อไอเสีย ทีได้มาตรฐาน มอก.
แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่บังคับให้ ผู้บริโภค หรีอเจ้าของรถ ต้องซื้อหรือใช้ท่อไอเสียที่มี มอก.เท่านั้น
ดังนั้นการที่ผู้บริโภคใช้ท่อไอเสีย ที่ไม่มี มอก. จึงไม่ผิดกฎหมาย พรบ.มอก. พ.ศ.๒๕๑๑ แต่อย่างใด
3. เปลี่ยนท่อไอเสียใหม่ แล้วท่อดัง
ตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา 10 ทวิ " ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือเสียงเกินเกณฑ์ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาใช้ในทางเดินรถ..."
และตามมาตรา ๑๕๒ พรบ.จราจรทางบก กำหนดโทษไว้ว่า " ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ ทวิ...มาตรา ฯลฯ..ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท "
การวัดเสียงดังรถนั้น ต้องปฎิบัติตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่ใช้การคาดเดาของพนักงานตำรวจนะครับ...
ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดระดับเสียงและวิธิการตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต
์ และประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดระดับเสียงและวิธีการตรวจวัดระดับเสียงของรถจักรยานยนต์
ซึ่งกำหนดเสียงให้ดังไม่เกิน 95 dB"""
4.เปลี่ยนท่อไอเสียใหม่ แล้วรถเสียงดังอื้ออึง
คุณตำรวจจะออกใบสั่งข้อหา ดัดแปลงสภาพรถ เสียค่าปรับ 2,000 บาท ข้อหาใช้ท่อ ไม่มี มอก. ก็ออกไม่ได้ เพราะคนขับรถรู้ทันแล้ว ว่าไม่ผิด คุณตำรวจเลยมา แผน 2 "กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท"
เปลี่ยนท่อใหม่แล้ว " ทำให้รถมีเสียงอื้ออึง " ข้อหานำรถที่มีเสียงอื้ออึงมาใช้ ตาม พรบ.จราจรทางบก มาตรา 9 ที่บัญญัติว่า " ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่เกิดเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถมาใช้ในทางเดินรถ"
และตามมาตรา ๑๔๘ กำหนดโทษไว้ " ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรา 9 มาตรา....ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท "
คุณตำรวจ จะตีความว่า เสียงอื้ออึง " คือเสียงผิดไปจากท่อเดิม เสียงผิดแปลก " ไม่ได้นะครับ
เพราะแม้ตาม พรบ.จราจรทางบก จะไม่ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า "เสียงอื้ออึง" ว่าแปลว่าอะไร
คุณตำรวจจึงต้องไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน ว่าอื้ออึง แปลว่า "เสียงดังสนั่น ดังลั่นเอิกเกริก"
ข้อหาใช้รถเสียงอื้ออึง จึงใช้สำหรับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ที่เปิดรถเสียงดัง สตาร์ทรถ เบิ้ลรถเสียงดัง เป็นที่น่ารำคาญ รบกวนความสงบสุขของประชาชน
แต่จะใช้ข้อหา " ใช้รถที่มีเสียงอื้ออึง เพราะเปลี่ยนท่อไอเสียไม่ได้" นะครับ
ดังนั้น การเปลี่ยนท่อใหม่ เป็นท่อซิ่ง ท่อสูตร ท่อเเต่ง ท่อไม่มี มอก.
ก็ไม่เป็นการดัดแปลงสภาพรถที่ต้องไปจดแจ้งต่อนายทะเบียน ตาม มาตรา 14 พรบ.ยานยนต์
แต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดข้อหาดัดแปลงสภาพรถมอเตอร์ไซค์ ดัดแปลงสภาพรถยนต์ ดัดแปลงท่อไอเสีย และไม่ผิดกฎหมายข้อหาอื่น ๆ ถ้าเสียงท่อไอเสีย ดังไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ไม่มีควัน ไม่เกินกฎหมายกำหนด และมีการติดตั้งอย่างมั่นคง แข็งแรงปลอดภัย...
ดูบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่นี้
การวัดเสียงดังรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์
แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปนะครับ
อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ นะครับ
กฎหมายเพื่อความสุข
กฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า กฎหมายเพื่อชาวบ้าน โดยทนายความธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ พูดจาเรื่องกฎหมายทั่วไป
วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ขายที่ดิน สปก. ผิดกฎหมาย ติดคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา
การชื้อขายที่ดิน สปก.เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย
นอกจากสัญญาซื้อขายที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้แล้ว
คนที่ขายที่ดิน สปก. อาจมีสิทธิติดคุกด้วยนะครับ....
สวัสดีครับผมทนายธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุข เนรมิตชีวิตที่ดีกว่า
วันนี้พบกับความทุกข์ ของชาวบ้าน ที่ขายที่ดิน สปก.-401 ให้นายทุนแล้ว โดยการส่งมอบการครอบครอง
ให้นายทุนไปแล้ว ผ่านไป 4 ปี วันดีคืนดีก็มีตำรวจมาเชิญตัวคนขายไปโรงพัก
เนื่องจากคนขายที่ดิน สปก. มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.-401
ทีี่มาที่ไปของคดีนี้เนื่องจาก
ชาวบ้านตาสีตาสา ขายที่ดินสปก.ให้นายทุนในราคา 100,000 บาท โดยวิธีการส่งมอบการครอบครอง
ให้นายทุนไปแล้ว หลังจากนายทุนได้รับที่ดินไป ก็นำรถแม็คโค ขุดดินลูกรังไปขาย จนสภาพที่ดินกลายเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ไม่ได้เอาไปปลูกพัก ปลูกมัน ปลูกข้าวเหมื่อนชาวบ้านเขา
การขุดดินก็ใช้รถเเม็คโคขุด ขนดินออกไปโดยรถบรรทุก 6 ล้อ แต่ที่เกิดคดีนี้ขึ้นมาเนื่องจากว่า
นายทุนโลภมากไปหน่อย ขุดดินจนจะกินทางที่ชาวบ้านเขาใช้สันจรไปมาเป็นประจำ ชาวบ้านก็กลัวว่าทางที่ใช้สันจรไปมาจะพังลง ก็เลยบอกให้นายทุนอย่าขุดดินเข้ามาใกล้ชิดทางเกินไป แต่นายทุนก็ไม่เชื่อ
ชาวบ้านจึงไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ให้ช่วยแก้ปัญหาให้...
ทุกข์ความเดือนร้อนจึงตกมาที่ คนขายที่ดิน สปก.ให้กับนายทุน เพราะมีชื่อในทีี่ดิน สปก.
ตำรวจจึงเรียกคนขายทีี่ดิน สปก.มารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็น
- ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ขุดดิน สปก.ไป โดยใช้ยานพาหนะรถหกล้อ ซึ่งโทษหนักกว่า ข้อหาลักทรัพย์ธรรมดา
- ข้อหาร่วมกัน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าและสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทรายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้วยความที่คนขายที่ดิน สปก.เป็นตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดา ไม่เรื่องข้อกฎหมาย โดยก่อนที่จะไปให้การกับตำรวจ คนซืิ้อที่ดินสปก. ก็มาบอกกับคนขายว่า "อย่าบอกตำรวจนะว่าป้าขายที่ดิน สปก.ให้ผม ถ้าบอกป้าจะติดคุก เพราะที่ดิน สปก.ห้ามซื้อขายกัน"
คนขายที่ดิน สปก. จึงให้การกับตำรวจเพียงว่า ตนไม่รู้ไม่เห็นว่าใครเป็นคนขุดดินไป ตอนนั้นตนไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายปี ไม่ได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินสปก. แปลงดังกล่าว
และเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า คดีนี้ตำรวจตามหานายทุน คนในพื้นที่ ที่ลักลอบขุดดินไปขายตัวจริงไม่ได้
ป้าคนขายรับข้อหาไปคนเดียวแล้วกัน คดีนี้ของตำรวจจะได้จบๆ ไป
สุดท้ายอัยการสั่งฟ้อง คนขายที่ดิน สปก.
ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ดิน สปก.ไป โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ตามมาตรา ๓๓๕ (๗) มาตรา ๓๓๖ ทวิ และข้อหาแผ้วถาง ทำลายป่า และให้คืนที่ดินที่ขุดไป ทำกลับให้มีสภาพเดิม ถ้าไม่คืนให้ชดใช้เงินเป็นจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท
คดีนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่่า จำเลยมีพฤติการณ์ช่วยเหลือ ช่วยปกปิดการกระทำความผิด ตัดสินจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้คืนดินที่ขุดไปจำนวน ๑๐,๐๐๐ ลูกบาตรเมตร ถ้าไม่คืนให้ชดใช้เงินเป็นจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท...
ข้อกฎหมายการชื่อขายที่ดิน สปก. แบบสรุปง่ายๆ
- ที่ดิน สปก. ห้ามชื้อขาย จำหน่ายจ่ายโอนสิทธิ ยกเว้นการตกทอดทางมรดก
- สัญญาชื้อขายที่ดินกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้
- ที่ดิน สปก. ยังถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ยังถือว่าเป็นที่ป่าอยู่ สปก.เพียงได้รับสิทธิในการมาบริหารเอาไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเข้ามาทำกินเท่านั้น....เกษตรกรไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้นการที่ขุดดิน สปก.เอาออกไปขาย จึงถือว่าเป็นการลักดินของ สปก.ไป...เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน...
ดังนั้นครับ ที่ดิน สปก. ห้ามซื้อขายกัน
เพราะคนขาย ก็จะถูกตัดสิทธิจาก สปก..และอาจติดคุกและเสียเงินมากกว่าที่ขายไปก็ได้นะครับ
ส่วนคนซื่อ ก็จะถูก สปก.ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน สปก.ครับ
สุดท้ายกฎหมายเพื่อความสุข เมื่อขายให้นายทุนไปแล้ว ก็บอกตำรวจไปครับว่าขายให้ใครไปแล้ว
โดยหลังจากส่งมอบที่ดินไปแล้ว เราก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกเลย...จะทำให้ท่านผู้ขายที่ดิน สปก.รอดจากคุกจากตาราง ไม่ต้องไปติดคุกแทนนายทุนครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ
กฎหมายเพื่อความสุข
โดยทนายความคนศรีสะเกษ
วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560
เขตอำนาจศาล เขตอำนาจศาลแพ่ง หลงทางเสียเวลา หลงศาลแพ้คดี
ก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล ต้องดูก่อนว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลไหน ?
หลงทางเสียเวลา หลงเขตอำนาจศาลเเพ้คดี เสียเชิงทนายความ...
สวัสดีครับ แฟนเพจทุกท่าน ผมทนายธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ กับบทความกฎหมายเพื่อความสุข ทำหน้าที่เป็นทนายความปลดทุกข์ ให้กับคนที่มีความทุกข์ใจทุกท่าน...
กฎหมายเพื่อความสุข วันนี้ขอเสนอกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล
เขตอำนาจศาล แค่ทนายยื่นฟ้องผิดศาล ก็แพ้คดีแล้ว...
เพราะการยื่นฟ้องผิดศาล ศาลจะไม่รับฟ้อง หรือถ้าศาลรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ศาลก็จะสั่งจำหน่ายคดีหรืออาจยกฟ้องเสีย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีได้ถ้าฟ้องผิดศาล...
เนื่องจากศาลที่ไม่มีเขตอำนาจหนื่อคดีย่อมไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดี
การจะดูว่าคดีใดจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น นอกจากจะดูตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่างๆ แล้วยังต้องดูตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ ถึง มาตรา ๔ ด้วย
ซึ่งศาลในประเทศไทยเเบ่งศาลออกเป็น ๓ ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธํรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งการนำเสนอคดีในครั้งแรกต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ถ้าคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา...
ศาลชั้นต้นได้แก่ ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลล้มละลาย ศาลปกครอง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลภาษี เป็นต้น...
เขตอำนาจศาล มีเรื่องแล้ว จะขึ้นศาลไหน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ - มาตรา ๑๐
หลักตามมาตรา ๔
( ๑ ) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น
( ๒ ) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือต่อศาลทีี่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาในเขตศาล
ซึ่งให้อำนาจโจทก์เลือกได้ว่าจะฟ้องศาลไหนระหว่างศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากโจทก์ก็จะเลือกฟ้องที่ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เพราะสะดวก ประหยัดหรือมีพยานหลักฐานพร้อมมากกว่า...
แต่เขตอำนาจศาล คดีผู้บริโภค เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค ในความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เดินทางมาศาล กฎหมายจึงกำหนดให้ยื่นฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะฟ้องคดี...
คดีผู้บริโภค ก็ประเภทคดีผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ เช่น คดีบัตรเครดิต คดีเช่าซื้อ คดีเงินกู้ เป็นต้น...
คดีร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๘๒ เขตอำนาจศาล คือศาลที่ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่เพราะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ดินซึ่งมีการครอบครองปรปักษ์
คดีร้องเป็นผู้จัดการมรดก ตามมาตรา ๔ จัตวา เขตอำนาจศาล คือ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย....ส่วนในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่...เพื่อประโยชน์และความยุติธรรมแก่ทายาท เพราะถ้ากำหนดให้ยื่นได้ที่ภูมิลำเนาของผู้ร้องตามมาตรา ๔ ทำให้ทายาทต่างคนต่างก็ยื่นที่ศาลที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ เช่น ทายาทคนหนึ่งยื่นศาลจังหวัดศรีสะเกษ อีกคนยื่นที่จังหวัดอุบลราชธานี น้องคนเล็กยื่นที่จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นคดีนี้มีผู้จัดการมรดก ๓ คน เพราะต่างคนต่างยื่น ศาลเองก็ไม่ทราบว่ามีการตั้งผู้่จัดการมรดกไปแล้ว...
เขตอำนาจศาลในจังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษมีศาลอยู่ ๓ ศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ โดยแต่ละศาลมีเขตอำนาจ ดังต่อไปนี้
๑. ศาลจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาล ๑๖ อำเภอ ดังต่อไปนี้ คือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอพยุห์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอยางชุมน้อย อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอศิลาลาด อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอวังหิน อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และอำเภอเมืองจันทร์
๒. ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ มีเขตอำนาจศาล ๖ อำเภอ คือ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอโนนคูณ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ อำเภอไพรบึง และอำเภอเบญจลักษ์
๓. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาลทั้งจังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน และคดีครอบครัว สามีภริยาและบุตร
เขตอำนาจศาล เป็นเรื่องของทนายที่จะต้องฟ้องร้องคดีให้ถูกศาล
แต่ชาวบ้านก็ควรรู้ไว้เพราะถ้าเดินทางไปผิดศาล ท่านอาจเสียเวลา เสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุครับ
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ
หลงทางเสียเวลา หลงเขตอำนาจศาลเเพ้คดี เสียเชิงทนายความ...
ภาพ เขตอำนาจศาลจังหวัดกันทรลักษ์- ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
กฎหมายเพื่อความสุข วันนี้ขอเสนอกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล
เขตอำนาจศาล แค่ทนายยื่นฟ้องผิดศาล ก็แพ้คดีแล้ว...
เพราะการยื่นฟ้องผิดศาล ศาลจะไม่รับฟ้อง หรือถ้าศาลรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ศาลก็จะสั่งจำหน่ายคดีหรืออาจยกฟ้องเสีย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีได้ถ้าฟ้องผิดศาล...
เนื่องจากศาลที่ไม่มีเขตอำนาจหนื่อคดีย่อมไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดี
การจะดูว่าคดีใดจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น นอกจากจะดูตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่างๆ แล้วยังต้องดูตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ ถึง มาตรา ๔ ด้วย
ซึ่งศาลในประเทศไทยเเบ่งศาลออกเป็น ๓ ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธํรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งการนำเสนอคดีในครั้งแรกต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ถ้าคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา...
ศาลชั้นต้นได้แก่ ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลล้มละลาย ศาลปกครอง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลภาษี เป็นต้น...
เขตอำนาจศาล มีเรื่องแล้ว จะขึ้นศาลไหน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ - มาตรา ๑๐
หลักตามมาตรา ๔
( ๑ ) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น
( ๒ ) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือต่อศาลทีี่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาในเขตศาล
ซึ่งให้อำนาจโจทก์เลือกได้ว่าจะฟ้องศาลไหนระหว่างศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากโจทก์ก็จะเลือกฟ้องที่ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เพราะสะดวก ประหยัดหรือมีพยานหลักฐานพร้อมมากกว่า...
แต่เขตอำนาจศาล คดีผู้บริโภค เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค ในความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เดินทางมาศาล กฎหมายจึงกำหนดให้ยื่นฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะฟ้องคดี...
คดีผู้บริโภค ก็ประเภทคดีผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ เช่น คดีบัตรเครดิต คดีเช่าซื้อ คดีเงินกู้ เป็นต้น...
คดีร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๘๒ เขตอำนาจศาล คือศาลที่ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่เพราะถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ดินซึ่งมีการครอบครองปรปักษ์
คดีร้องเป็นผู้จัดการมรดก ตามมาตรา ๔ จัตวา เขตอำนาจศาล คือ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย....ส่วนในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่...เพื่อประโยชน์และความยุติธรรมแก่ทายาท เพราะถ้ากำหนดให้ยื่นได้ที่ภูมิลำเนาของผู้ร้องตามมาตรา ๔ ทำให้ทายาทต่างคนต่างก็ยื่นที่ศาลที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ เช่น ทายาทคนหนึ่งยื่นศาลจังหวัดศรีสะเกษ อีกคนยื่นที่จังหวัดอุบลราชธานี น้องคนเล็กยื่นที่จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นคดีนี้มีผู้จัดการมรดก ๓ คน เพราะต่างคนต่างยื่น ศาลเองก็ไม่ทราบว่ามีการตั้งผู้่จัดการมรดกไปแล้ว...
เขตอำนาจศาลในจังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษมีศาลอยู่ ๓ ศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ โดยแต่ละศาลมีเขตอำนาจ ดังต่อไปนี้
๑. ศาลจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาล ๑๖ อำเภอ ดังต่อไปนี้ คือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอพยุห์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอยางชุมน้อย อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอศิลาลาด อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอวังหิน อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และอำเภอเมืองจันทร์
๒. ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ มีเขตอำนาจศาล ๖ อำเภอ คือ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอโนนคูณ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ อำเภอไพรบึง และอำเภอเบญจลักษ์
๓. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ มีเขตอำนาจศาลทั้งจังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน และคดีครอบครัว สามีภริยาและบุตร
เขตอำนาจศาล เป็นเรื่องของทนายที่จะต้องฟ้องร้องคดีให้ถูกศาล
แต่ชาวบ้านก็ควรรู้ไว้เพราะถ้าเดินทางไปผิดศาล ท่านอาจเสียเวลา เสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุครับ
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
การฟ้องเรียกบุตรคืน อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
การฟ้องเอาลูกคืน จากสามีนอกสมรส
การฟ้องเรียกบุตรคืน จากบุคคลผู้ไม่มีอำนาจปกครอง
สวัสดีครับผม ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุขวันนี้
ว่าความทุกข์ของคุณแม่ที่อยากได้บุตรกลับมาเลี้ยงดู จากสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จากคุณปู่ คุณย่า
หรือคุณแม่ที่ถูกกีดกันไม่ให้เจอลูก โทรไปก็ไม่ให้รับสาย มันทุกข์ใจจริงๆ คุณทนาย
หรือกรณีคุณพ่อที่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกบุตรคืน จากคุณยาย จากป้า...
ตามข่าวดังที่เกิดขึ้นที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
กรณีคุณพ่อขอบุตรแฝดคืนจากคุณยาย ที่เลี้ยงดูหลานมา ๗ ปี
หรือกรณีข่าวดัง อดีตสะใภ้ตระกูลไฮโซดัง ร่ำไห้หน้าบ้านอดีตสามี ขอลูกคืน
หลังจากถูกฉกลูกไปจากหน้าโรงเรียน...
ก่อนอื่นมาดูกันก่อนนะครับว่า ใครมีสิทธิปกครองบุตรดีกว่ากันตามกฎหมาย
กฎหมายบอกว่า...
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ตามมาตรา ๑๕๖๖ แต่อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงคนเดียวได้มี ๖ กรณี คือ
การฟ้องเรียกบุตรคืน จากบุคคลผู้ไม่มีอำนาจปกครอง
สวัสดีครับผม ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุขวันนี้
ว่าความทุกข์ของคุณแม่ที่อยากได้บุตรกลับมาเลี้ยงดู จากสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จากคุณปู่ คุณย่า
หรือคุณแม่ที่ถูกกีดกันไม่ให้เจอลูก โทรไปก็ไม่ให้รับสาย มันทุกข์ใจจริงๆ คุณทนาย
หรือกรณีคุณพ่อที่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกบุตรคืน จากคุณยาย จากป้า...
ตามข่าวดังที่เกิดขึ้นที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
กรณีคุณพ่อขอบุตรแฝดคืนจากคุณยาย ที่เลี้ยงดูหลานมา ๗ ปี
หรือกรณีข่าวดัง อดีตสะใภ้ตระกูลไฮโซดัง ร่ำไห้หน้าบ้านอดีตสามี ขอลูกคืน
หลังจากถูกฉกลูกไปจากหน้าโรงเรียน...
ก่อนอื่นมาดูกันก่อนนะครับว่า ใครมีสิทธิปกครองบุตรดีกว่ากันตามกฎหมาย
กฎหมายบอกว่า...
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ตามมาตรา ๑๕๖๖ แต่อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงคนเดียวได้มี ๖ กรณี คือ
- มารดาหรือบิดาตาย
- ไม่แน่นอนว่ามารดาหรือบิดามีชีวิตอยู่หรือตาย
- มารดาหรือบิดาถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
- บิดาหรือมารดาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากจิตฟั่นเฟือน
- ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา
- บิดามารดาตกลงกันตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ตกลงกันได้ กล่าวคือ บิดาหรือมารดาตกลงให้บุตรอยู่ในอำนาจปกครองของพ่อหรือของแม่ แต่จะยกให้อยู่ในอำนาจปกครองของคนอื่น เช่น ป้า ย่า ยาย ไม่ได้ แต่ตกลงให้บุตรไปพักอาศัยอยู่กับบุคคลดังกล่าวได้
และตามกฎหมาย มาตรา ๑๕๖๗ บัญญัติว่า ผู้ใช้อำนาจปกครอง ( บิดามารดา ) มีสิทธิ
- กำหนดที่อยู่บุตร คือ อนุญาตให้บุตรไปพักอาศัยอยู่กับคนอื่นได้ เช่นให้ยาย ให้ย่า ให้ป้าไปเลี้ยง ไปพักอาศัยอยู่บ้านย่า บ้านยาย บ้านป้าได้ เป็นต้น
- ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
- ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
- เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลอื่นคือ ที่ไม่ใช่บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมายถือว่าคุณแม่เป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนคุณพ่อถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็ถือว่าเป็นคุณพ่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธินะครับ ยกเว้นไปทำเรื่องรับรองบุตรให้บุตรนอกกฎหมาย กลายมาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก่อนถึงจะมีสิทธินะครับ...
จากกฎหมายดังกล่าว ให้สิทธิของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จะกำหนดว่าบุตรควรพักอยู่ที่ไหนและให้มีสิทธิเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย...สรุปง่ายๆ ก็คือ เช่น กรณีอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ถ้าคุณพ่อที่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่แม่เด็กตายแล้ว ทำให้อำนาจปกครองบุตรตกไปอยู่ที่พ่อคนเดียว ดังนั้นการที่คุณพ่อยินยอมให้ลูกแฝดพักอาศัยอยู่กับยายและให้ยายเป็นคนเลี้ยงดู คุณพ่อย่อมมีสิทธิกระทำได้ตามมาตรา ๑๕๖๗ (๑) ในเรื่องการกำหนดที่อยู่ของบุตร
ครั้นต่อมาเมื่อคุณพ่อมีความประสงค์ที่จะไม่ให้ลูกแฝดอยู่กับยายอีกต่อไป คุณพ่อก็มีสิทธิกระทำได้ตามมาตรา ๑๕๖๗ (๔) ในเรื่องเรียกบุตรคืนจากยายที่เป็นบุคคลอื่น....แม้คุณยายจะเลี้ยงมา ๗ ปีแล้วก็ตาม..
ที่นี้วิธีการเรียกบุตรคืน จะทำยังไงดี การเอาบุตรคืนก็สามารถทำได้หลายวิธี
ทั้งวิธีแบบนักเลงหรือวิธีแบบเบาๆ ตามขั้นตอนกฎหมาย..
๑.วิธีเอาลูกคืนเเบบนักเลง ตำรวจ สภ.ปรางค์กู่ท่านว่าอย่างนั้น ก็คือ เมื่อคุณพ่อคุณแม่มั่นใจในข้อกฎหมายแล้วว่าคุณพ่อ คุณแม่ มีสิทธิดีกว่าใครๆ ก็มาขอให้ตำรวจไปช่วย ไปเป็นเพื่อนให้อุ่นใจว่าไปแล้วจะไม่โดนลูกปืน หรือโดนทำร้าย จะไม่โดนข้อหาบุกรุกบ้านเขา จากนั้นอาจจบด้วยดีด้วยการได้พูดคุยกันหรืออาจจบแบบคดีน้องแฝดอุทุมพรพิสัย ที่สุดท้ายฝ่ายคุณพ่อได้ลูกไป แต่คุณพ่อกลับโดนด่า ตำรวจก็โดนด่า ถูกหาว่ายืนอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร...
และจากกรณีดังกล่าว ที่โด่งดังไปทั่วสังคมออนไลน์ ทำให้ตำรวจกลัวกล้อง ไม่อยากโดนด่าแบบนั้นอีกแล้ว ตำรวจท่านเลยบอกว่าให้ไปใช้สิทธิทางศาลฟ้องเรียกบุตรคืนเอา...
๒. วิธีเอาลูกคืนแบบ ตำรวจไม่ไป ทำเองก็ได้ กรณีนี้ค้ือ การไปอุ้ม ไปฉกลูกคืนมา เช่นตามข่าวดังที่อดีตดาราโดนอดีตสามีตระกูลไฮโซฉกลูกไปหน้าโรงเรียน..การไปรับลูกคืนกรณีแบบนี้ต้องระวังโดนแจ้งข้อหาบุกรุกได้...และถ้าบุกรุกเข้าไปแล้วอาจโดนยิ่งตายฟรีๆ ได้...ดังนั้นสถานที่ไปรับลูกคื่นควรเป็นบริเวณสถานที่สาธารณะ เช่น บนถนน หน้าโรงเรียน เป็นต้น เพราะถ้าเข้าไปรับในโรงเรียน ควรจะต้องขออนุญาตเจ้าของสถานที่ คือท่านผอ. เสียก่อน ซึ่งท่านอาจจะไม่สะดวกใจที่จะให้เราพาลูกไปก็ได้...
คุณพ่อคุณแม่ที่ชอบด้วยกฎหมายสามารถทำวิธีนี้ได้ แล้วอีกฝ่ายจะทำแบบนี้กลับได้หรือเปล่า ก็คงตอบว่าทำไม่ได้เพราะว่าเขาเหล่านั้น ไม่มีอำนาจปกครองเหมือนคุณพ่อคุณแม่ ถ้าทำอาจโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ได้....โทษหนักยอมความไม่ได้อีกต่างหาก...
แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างมีสิทธิเหมือนกัน เช่นอีกฝ่ายเป็นคุณแม่ กับอีกฝ่ายเป็นคุณพ่อที่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่างฝ่ายต่างอุ้มลูกไป อุ้มลูกมา...ต่างคนต่างอ้างสิทธิ...ก็แนะนำให้ใช้วิธีที่ ๓ ครับจบแน่
๓.วิธีการฟ้องเรียกลูกคืน เรียกบุตรคืน โดยใช้สิทธิทางศาล สะดวก ปลอดภัย ทำแล้วจบ มีผลบังคับตามกฎหมาย หากยังดื้อแพ่งคงต้องโดนจับขังคุกเป็นแน่แท้...ซึ่งการใช้สิทธิทางศาลฟ้องเรียกบุตรคืน บางกรณีก็อาจจบด้วยความรวดเร็ว อีกฝ่ายยินดีคืนบุตรให้เพียงแค่ได้รับหมายศาลเท่านั้น แต่บางกรณีก็อาจต้องถึงชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ว่ากันไปครับ...
ส่วนกรณีของคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสองฝ่ายนั้น...ศาลอาจตัดสินให้บุตรอยู่กับบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยก็ได้ หรืออาจให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน โดยแบ่งเวลาดูแลลูกกันตามสมควร และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามคำพิพากษาของศาล ก็อาจถูกถอนอำนาจปกครองบุตรได้...
สุดท้ายทนาย อยากบอกว่า การที่ใครๆ ต่างก็รักลูกเรา เป็นสิ่งที่ดี
แต่การที่อีกฝ่ายจะสร้างให้เด็กเกลียดชังอีกฝ่าย เพื่อครอบครองเด็ก
เป็นสิ่งที่คนรักเด็ก รักลูกไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง....
...เจอผู้ปกครองแบบนี้ทนายเศร้าใจแทนเด็กครับ....
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
อีตอแหล เป็นความผิดอาญา ยอมความไม่ได้
การด่าผู้อื่นว่า " อีตอแหล "เป็นความผิดอาญาหรือไม่ ?
การที่จำเลยกล่าวกับผู้เสียหายว่า "อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ ?
สวัสดีครับผม ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา ทนายความศรีสะเกษ กับกฎหมายเพื่อความสุข
วันนี้ขอเสนอคำว่า " อีตอแหล" ด่าเพื่อนคำนี้จะติดคุกหรือเปล่า ?
1.ก่อนอื่นมาดูว่า อีตอแหล เป็นคำชม หรือคำด่า ?
สามัญชนคนธรรมดาทั่วไป 99 % ย่อมรู้สึกว่า อีตอแหล เป็นคำด่า ไม่ใช่คำชมเชยแน่ๆ
ตอแหล มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑฺิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า " เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายไปในทางเสื่อมเสีย
2. การด่าคนอื่น ว่า ตอแหล จึงเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า เป็นความผิดอาญา
เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....
การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย
ดังนั้น การกล่าวคำว่า ตอแหล ต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการด่า เป็นการดูถูกเหยียดหยาม
และสบประมาทผู้อื่นว่าเป็นคนพูดเพ็จ จึงเป็นการดูหมิ่นอื่น อันเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา ๓๙๓
การด่าผู้อี่นว่า อีตอแหล เป็นความผิดอาญาฐานดูหม่ินผู้อื่นซึ่งหน้า ตามมาตรา ๓๙๓ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถือเป็นความผิดลหุโทษ เป็นความผิดเล็กน้อย แต่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....
ตัวอย่างฎีกา อีตอแหล
ฎีกาที่ 8919/2552 โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,136 และ 391
ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 400 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 200 บาท
ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68
ศาลฎีกา วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ประการแรกว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า
"อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง
การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหา หรือเป็นการทำให้ผู้ท่ีถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า "ตอแหล" ว่า เป็นคำด่าคนทีี่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการผูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ประเด็นข้อกฎหมายว่าเป็นการด่าเพื่อป้องก้ันตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ จำเลยไม่ได้สืบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ปรากฎในศาลชั้นต้นไว้ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา เพื่อจะนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาจำเลยในข้อนี้ การป้องกันตัว ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน...
จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว การด่าคนอื่นว่าตอแหล เป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกหรือโดนปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท...
แต่ด่า " อีตอแหล "ได้ไม่มีความผิด ถ้าเป็นกันด่าเพื่อป้องกันตนเอง....
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความศรีสะเกษ
การที่จำเลยกล่าวกับผู้เสียหายว่า "อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ ?
วันนี้ขอเสนอคำว่า " อีตอแหล" ด่าเพื่อนคำนี้จะติดคุกหรือเปล่า ?
1.ก่อนอื่นมาดูว่า อีตอแหล เป็นคำชม หรือคำด่า ?
สามัญชนคนธรรมดาทั่วไป 99 % ย่อมรู้สึกว่า อีตอแหล เป็นคำด่า ไม่ใช่คำชมเชยแน่ๆ
ตอแหล มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑฺิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า " เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายไปในทางเสื่อมเสีย
2. การด่าคนอื่น ว่า ตอแหล จึงเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า เป็นความผิดอาญา
เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....
การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย
ดังนั้น การกล่าวคำว่า ตอแหล ต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการด่า เป็นการดูถูกเหยียดหยาม
และสบประมาทผู้อื่นว่าเป็นคนพูดเพ็จ จึงเป็นการดูหมิ่นอื่น อันเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา ๓๙๓
การด่าผู้อี่นว่า อีตอแหล เป็นความผิดอาญาฐานดูหม่ินผู้อื่นซึ่งหน้า ตามมาตรา ๓๙๓ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถือเป็นความผิดลหุโทษ เป็นความผิดเล็กน้อย แต่เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้....
ตัวอย่างฎีกา อีตอแหล
ฎีกาที่ 8919/2552 โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,136 และ 391
ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 400 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 200 บาท
ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68
ศาลฎีกา วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ประการแรกว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า
"อีตอแหล มาดูผลงานของแก " เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง
การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหา หรือเป็นการทำให้ผู้ท่ีถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า "ตอแหล" ว่า เป็นคำด่าคนทีี่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการผูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ประเด็นข้อกฎหมายว่าเป็นการด่าเพื่อป้องก้ันตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ จำเลยไม่ได้สืบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ปรากฎในศาลชั้นต้นไว้ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา เพื่อจะนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาจำเลยในข้อนี้ การป้องกันตัว ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน...
จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว การด่าคนอื่นว่าตอแหล เป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกหรือโดนปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท...
แต่ด่า " อีตอแหล "ได้ไม่มีความผิด ถ้าเป็นกันด่าเพื่อป้องกันตนเอง....
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความศรีสะเกษ
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ยักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง ยอมความได้
คดียักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง
เป็นความผิดอันยอมความได้ ไม่ติดคุก...
ผมโดนคดียักยอกทรัพย์สินค้าบริษัท จะทำยังไงดีท่านทนาย ?
สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์ นามวิชา พบกันอีกครั้งกับความทุกข์ของนายจ้างและของลูกจ้าง คือ
คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง นายจ้างทุกข์เพราะโดนลูกจ้างโกงเงินหรือโกงสินค้าไป ลูกจ้างทุกข์เพราะจะเสียอิสรภาพ ต้องติดคุกติดตะราง...ตัวเอง ครอบครัว พ่อแม่ ลูกเมีย
ตลอดจนผู้ค้ำประกันต้องเดือนร้อนด้วย
คดียักยอกทรัพย์ คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง กฎหมายเพื่อความสุข
มีทางออกสำหรับทั้งสองฝ่ายแบบ win win ดังต่อไปนี้ครับ
1.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง
เป็นความผิดตามมาตรา 352 ที่บัญญัติว่า " ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ "
จากกฎหมายมาตรา 352 ดังกล่าว ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จะต้องมีการครอบครองทรัพย์ของคนอื่น แต่ถ้าไม่มีการครอบครองทรัพย์ ก็จะไม่เป็นความผิดฐานยักยอก...
ตัวอย่าง ความผิดฐานยักยอกทรัพย์นายจ้าง ตามมาตรา 352 วรรคแรก เช่น นายจ้างมอบสินค้าให้ลูกจ้างเอาไปขาย ขายได้แล้วให้รับเอาเงินกลับมาส่งบริษัท พร้อมกับสินค้าที่เหลือด้วย...
วันดีคืนดีลูกจ้างหลงผิด ขายสินค้าได้แล้วเอาเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวและหายไปพร้อมกับสินค้าที่เหลือ...
หรือกรณี ผู้จัดการมรดกครอบครองมรดกแทนทายาท ผู้จัดการมรดกโอนเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองหรือให้กับบุคคลอื่น โดยไม่เเบ่งปันให้กับทายาทผู้มีสิทธิได้รับ ก็เป็นความผิดฐานผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดก...เป็นต้น
2.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีโทษ จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ...โดยโทษยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้างนั้นนับเป็นกระทงๆ ไป เช่น วันนี้ยักยอกไป 5,000 บาท เมื่อเดือนก่อนยักยอกไป 10,000 บาท ก็จะเป็นการทำความผิดฐานยักยอกหรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง 2 ครั้ง ก็จะมีโทษจำคุกครั้งละไม่เกินสามปีเป็นต้นครับ...
แต่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีเมื่อรวมทุกกระทงแล้ว
มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี คับ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ครับผม..
เช่นบางท่านทำผิด 100 กระทง ศาลตัดสินโทษ 300 ปี แต่ลงสูงสุดไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น
3.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง ยอมความได้ ตามมาตรา 356 ที่บัญญัติว่า " ความผิดในหมวดนี้ ( หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก ) เป็นความผิดอันยอมความได้ "
เป็นความผิดอันยอมความได้ คือ ผู้เสียหาย หรือนายจ้าง ได้ให้อภัยลูกจ้างแล้วเนื่องจากความสงสาร หรือลูกจ้างได้ชำระค่าเสียหายคืนแก่นายจ้างจนเป็นที่พอใจแก่นายจ้างแล้ว
นายจ้างไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไปอีก คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง ก็เป็นอันจบกัน
คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง สามารถยอมความกัน จับกันได้ทั้งที่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ
โดยการถอ คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง อัยการจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ผู้เสียหายหรือนายจ้าง
จะถอนฟ้องไม่ได้ แต่จะแถลงขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลแทน....
แต่นายจ้างบางบริษัท บางท่าน ถึงจ่ายเงินค่าเสียหายครบ...แต่ก็ยังประสงค์ให้ดำเนินคดีต่อลูกจ้างต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ลูกจ้างคนอื่นๆในบริษัทต่อไป...
4.ยักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง อายุความกี่ปี ความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีอายุความ 10 ปี ตามกฎหมายอาญามาตรา 95 แต่เนื่องจากเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายหรือนายจ้างต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องดำเนินคดี
ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้น คดีเป็นอันขาดอายุความ
ตามกฎหมายอาญา มาตรา 96
ก็คือ คดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง ผู้เสียหายหรือนายจ้างต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่รู้เรื่อง หลังจากนั้นพนักงานตำรวจก็ต้องดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดหรือลูกจ้างให้ได้ตัวมาส่งศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด
เพราะถ้าตำรวจไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาส่งศาลอัยการก็ส่งฟ้องไม่ได้ คดีก็ขาดอายุความ คดีจบกันไปในข้อหานั้น เช่น คดีดังคดีทายาทกระทิงแดงขับรถชนตำรวจตาย ที่คดีขาดอายุความไปแล้วในบางข้อหา...
5. คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง เมื่อคดีขาดอายุความ หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) และ (6) ก็คือถือว่าคดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ของนายจ้างในคดีดังกล่าว จบกันไป จะนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีกันอีกไม่ได้ต่อไป.... ยกเว้นกระทำความผิดใหม่...
ปัจจุบัน คดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้วิธีสมานฉันท์ให้โอกาสจำเลย( ลูกจ้าง ) กับผู้เสียหาย คือนายจ้าง ได้มีโอกาสพูดคุยเจรจาชดใช้ค่าเสียหายกัน เมื่อคู่ความเข้าใจกันแล้ว สามารถตกลงกันได้ ก็จะเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เป็นการชนะแบบ win win เพราะนายจ้างก็ได้เงินได้ค่าเสียหายคืน ลูกจ้างก็ได้อิสระภาพไม่ต้องติดคุก...
เพราะนายจ้างก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้เงินค่าเสียหายคืนเหมือนกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจำเลยหรือลูกจ้างจะมีทรัพย์สินอะไรให้ยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ค่าเสียหายคืนหรือเปล่า...บางท่านอาจจะได้แค่คำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ได้แต่กระดาษแต่ไม่ได้เงิน...
สุดท้าย ลูกจ้างก็บอกว่าอย่างนี้ก็ดีซิ ยักยอกทรัพย์เงินนายจ้างไปใช้ก่อน จับได้ค่อยไปใช้คืน...ทนายอยากบอกว่า การเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่ใช่เรื่องสนุก เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ทั้งประวัติ เพราะเมื่อถูกดำเนินคดีลูกจ้างก็ต้องถูกจับเข้าคุก ลูกจ้างหรือจำเลย ก็ต้องหาเงินมาประกันตัว และถึงแม้ว่าสามารถพูดคุยเจรจากับนายจ้างได้ จนนายจ้างไม่ติดใจเอาความต่อ ท่านได้อิสรภาพกลับคืนมาแต่สิ่งสำคัญคือประวัติของลูกจ้าง ลูกจ้างที่มีประวัติติดตัวข้อหายักยอกทรัพย์ของนายจ้าง แล้วท่านไปสมัครงานที่ไหน นายจ้างสักกี่คนที่จะยินดีรับท่านเข้าทำงาน ถ้าทราบว่าท่านเคยโกง เคยยักยอกทรัพย์นายจ้างมาก่อน....กฎหมายเพื่อความสุขครับ....
แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับผม...
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ
เป็นความผิดอันยอมความได้ ไม่ติดคุก...
ภาพสมมุติ..ยักยอกที่ดินไปขาย
ผมโดนคดียักยอกทรัพย์สินค้าบริษัท จะทำยังไงดีท่านทนาย ?
สวัสดีครับ ผมทนายธีรวัฒน์ นามวิชา พบกันอีกครั้งกับความทุกข์ของนายจ้างและของลูกจ้าง คือ
คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง นายจ้างทุกข์เพราะโดนลูกจ้างโกงเงินหรือโกงสินค้าไป ลูกจ้างทุกข์เพราะจะเสียอิสรภาพ ต้องติดคุกติดตะราง...ตัวเอง ครอบครัว พ่อแม่ ลูกเมีย
ตลอดจนผู้ค้ำประกันต้องเดือนร้อนด้วย
คดียักยอกทรัพย์ คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง กฎหมายเพื่อความสุข
มีทางออกสำหรับทั้งสองฝ่ายแบบ win win ดังต่อไปนี้ครับ
1.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง
เป็นความผิดตามมาตรา 352 ที่บัญญัติว่า " ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ "
จากกฎหมายมาตรา 352 ดังกล่าว ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จะต้องมีการครอบครองทรัพย์ของคนอื่น แต่ถ้าไม่มีการครอบครองทรัพย์ ก็จะไม่เป็นความผิดฐานยักยอก...
ตัวอย่าง ความผิดฐานยักยอกทรัพย์นายจ้าง ตามมาตรา 352 วรรคแรก เช่น นายจ้างมอบสินค้าให้ลูกจ้างเอาไปขาย ขายได้แล้วให้รับเอาเงินกลับมาส่งบริษัท พร้อมกับสินค้าที่เหลือด้วย...
วันดีคืนดีลูกจ้างหลงผิด ขายสินค้าได้แล้วเอาเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวและหายไปพร้อมกับสินค้าที่เหลือ...
หรือกรณี ผู้จัดการมรดกครอบครองมรดกแทนทายาท ผู้จัดการมรดกโอนเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองหรือให้กับบุคคลอื่น โดยไม่เเบ่งปันให้กับทายาทผู้มีสิทธิได้รับ ก็เป็นความผิดฐานผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดก...เป็นต้น
2.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีโทษ จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ...โดยโทษยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้างนั้นนับเป็นกระทงๆ ไป เช่น วันนี้ยักยอกไป 5,000 บาท เมื่อเดือนก่อนยักยอกไป 10,000 บาท ก็จะเป็นการทำความผิดฐานยักยอกหรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง 2 ครั้ง ก็จะมีโทษจำคุกครั้งละไม่เกินสามปีเป็นต้นครับ...
แต่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีเมื่อรวมทุกกระทงแล้ว
มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี คับ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ครับผม..
เช่นบางท่านทำผิด 100 กระทง ศาลตัดสินโทษ 300 ปี แต่ลงสูงสุดไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น
3.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง ยอมความได้ ตามมาตรา 356 ที่บัญญัติว่า " ความผิดในหมวดนี้ ( หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก ) เป็นความผิดอันยอมความได้ "
เป็นความผิดอันยอมความได้ คือ ผู้เสียหาย หรือนายจ้าง ได้ให้อภัยลูกจ้างแล้วเนื่องจากความสงสาร หรือลูกจ้างได้ชำระค่าเสียหายคืนแก่นายจ้างจนเป็นที่พอใจแก่นายจ้างแล้ว
นายจ้างไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไปอีก คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง ก็เป็นอันจบกัน
คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง สามารถยอมความกัน จับกันได้ทั้งที่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ
โดยการถอ คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง อัยการจะเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ผู้เสียหายหรือนายจ้าง
จะถอนฟ้องไม่ได้ แต่จะแถลงขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลแทน....
แต่นายจ้างบางบริษัท บางท่าน ถึงจ่ายเงินค่าเสียหายครบ...แต่ก็ยังประสงค์ให้ดำเนินคดีต่อลูกจ้างต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ลูกจ้างคนอื่นๆในบริษัทต่อไป...
4.ยักยอกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์นายจ้าง อายุความกี่ปี ความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง มีอายุความ 10 ปี ตามกฎหมายอาญามาตรา 95 แต่เนื่องจากเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายหรือนายจ้างต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องดำเนินคดี
ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้น คดีเป็นอันขาดอายุความ
ตามกฎหมายอาญา มาตรา 96
ก็คือ คดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง ผู้เสียหายหรือนายจ้างต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่รู้เรื่อง หลังจากนั้นพนักงานตำรวจก็ต้องดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดหรือลูกจ้างให้ได้ตัวมาส่งศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด
เพราะถ้าตำรวจไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาส่งศาลอัยการก็ส่งฟ้องไม่ได้ คดีก็ขาดอายุความ คดีจบกันไปในข้อหานั้น เช่น คดีดังคดีทายาทกระทิงแดงขับรถชนตำรวจตาย ที่คดีขาดอายุความไปแล้วในบางข้อหา...
5. คดียักยอกทรัพย์นายจ้าง เมื่อคดีขาดอายุความ หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) และ (6) ก็คือถือว่าคดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ของนายจ้างในคดีดังกล่าว จบกันไป จะนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีกันอีกไม่ได้ต่อไป.... ยกเว้นกระทำความผิดใหม่...
ปัจจุบัน คดียักยอกทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์นายจ้าง อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้วิธีสมานฉันท์ให้โอกาสจำเลย( ลูกจ้าง ) กับผู้เสียหาย คือนายจ้าง ได้มีโอกาสพูดคุยเจรจาชดใช้ค่าเสียหายกัน เมื่อคู่ความเข้าใจกันแล้ว สามารถตกลงกันได้ ก็จะเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เป็นการชนะแบบ win win เพราะนายจ้างก็ได้เงินได้ค่าเสียหายคืน ลูกจ้างก็ได้อิสระภาพไม่ต้องติดคุก...
เพราะนายจ้างก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้เงินค่าเสียหายคืนเหมือนกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจำเลยหรือลูกจ้างจะมีทรัพย์สินอะไรให้ยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ค่าเสียหายคืนหรือเปล่า...บางท่านอาจจะได้แค่คำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ได้แต่กระดาษแต่ไม่ได้เงิน...
สุดท้าย ลูกจ้างก็บอกว่าอย่างนี้ก็ดีซิ ยักยอกทรัพย์เงินนายจ้างไปใช้ก่อน จับได้ค่อยไปใช้คืน...ทนายอยากบอกว่า การเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่ใช่เรื่องสนุก เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ทั้งประวัติ เพราะเมื่อถูกดำเนินคดีลูกจ้างก็ต้องถูกจับเข้าคุก ลูกจ้างหรือจำเลย ก็ต้องหาเงินมาประกันตัว และถึงแม้ว่าสามารถพูดคุยเจรจากับนายจ้างได้ จนนายจ้างไม่ติดใจเอาความต่อ ท่านได้อิสรภาพกลับคืนมาแต่สิ่งสำคัญคือประวัติของลูกจ้าง ลูกจ้างที่มีประวัติติดตัวข้อหายักยอกทรัพย์ของนายจ้าง แล้วท่านไปสมัครงานที่ไหน นายจ้างสักกี่คนที่จะยินดีรับท่านเข้าทำงาน ถ้าทราบว่าท่านเคยโกง เคยยักยอกทรัพย์นายจ้างมาก่อน....กฎหมายเพื่อความสุขครับ....
แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับผม...
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ
วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
คดีเช่าซื้อรถยนต์ ถูกไฟแนนซ์ฟ้องผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ทำไงดี
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ คืนรถยนต์แล้วทำไมยังโดนฟ้อง ??
๒. เมื่อผิดสัญญาเช่าซื้อแล้ว โดนฟ้องคดีแล้ว จะจ่ายน้อย จ่ายมาก หรือ
ไม่ต้องจ่ายเลยแถมเรียกเงิน คืนได้ด้วย จะต้องดูอะไรบ้างคับ
ก็ต้องดู ข้อสัญญา + ข้อกฎหมาย = ข้อสัญญาเช่าซื้อนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า
สรุปคือ ถ้าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่ขัดกับกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คุณทนายค่ะ รถยนต์โดนยึดไป 7 ปีแล้ว
แต่มีหนังสือทวงหนี้มาที่บ้ าน ?
โดนยึดรถยนต์ไปแล้วค่ะ มีหมายศาลมาบ้าน
ทำอย่างไรดีค่ะ ?
กฎหมายเพื่อความสุขวันนี้ มีคำตอบ ว่าด้วย
ถูกไฟแนนซ์ฟ้องคดีหลังถูกยึดรถไปแล้ว ครับผม...
จะต้องจ่ายเงินอีกให้เขาอีก หรือ ???
แต่มีหนังสือทวงหนี้มาที่บ้
โดนยึดรถยนต์ไปแล้วค่ะ มีหมายศาลมาบ้าน
ทำอย่างไรดีค่ะ ?
กฎหมายเพื่อความสุขวันนี้ มีคำตอบ ว่าด้วย
ถูกไฟแนนซ์ฟ้องคดีหลังถูกยึดรถไปแล้ว
จะต้องจ่ายเงินอีกให้เขาอีก
๑.ผิดสัญญาเช่าซื้อ มีหนี้อะไรบ้างที่ต้องจ่าย ตามสัญญา
ซึ่งส่วนมากที่เขาฟ้องเรียก มาก็จะเป็น
1. ค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้ อ
ซึ่งเมื่อนำรถยนต์ออกประมูลขายได้แล้วเ ขาขาดทุน
ซึ่งส่วนมากที่เขาฟ้องเรียก
1. ค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้
ซึ่งเมื่อนำรถยนต์ออกประมูลขายได้แล้วเ
ไม่พอกับจำนวนหนี้ในสัญญาเช่าซื้อที่เหลือ
2.ค่าขาดประโยชน์ที่ควรได้ร ับ เนื่องจากเราผิดนัด
แล้วยังคงครอบครองใช้รถระหว่างผิ ดนัด จนถึงวันฟ้อง
2.ค่าขาดประโยชน์ที่ควรได้ร
แล้วยังคงครอบครองใช้รถระหว่างผิ
3. ค่าติดตามทวงถาม ค่ายึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อ
4. เรียกดอกเบี้ยมาในอัต ราร้อยละ 15 ต่อปีมาด้วยครับ
4. เรียกดอกเบี้ยมาในอัต
๒. เมื่อผิดสัญญาเช่าซื้อแล้ว โดนฟ้องคดีแล้ว จะจ่ายน้อย จ่ายมาก หรือ
ไม่ต้องจ่ายเลยแถมเรียกเงิน
ก็ต้องดู ข้อสัญญา + ข้อกฎหมาย = ข้อสัญญาเช่าซื้อนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า
สรุปคือ ถ้าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่ขัดกับกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อสัญญาเช่าซื้อนั้นก็ตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องคดีไม่ได้
ข้อกฎหมายสำคัญในสัญญาเช่าซื้อ ที่ผู้บริโภคควรรู้
1.ข้อกฎหมาย ตามมาตรา 572 สรุปใจความได้ว่า
"สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาเช่า + คำมั่นสัญญาว่า
จะให้รถนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผ ู้เช่า
เมื่อผู้เช่าจ่ายค่างวดครบค รับ....
่2.ข้อกฎหมายที่สำคัญมากๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงก็ คือ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญ ญา เรื่อง
ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์
เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543
เพราะประกาศนี้ถือว่าเป็นข้ อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน ถ้าสัญญาเช่าซื้อฝ่าฝืนไม่ท ำตาม
ถือว่าข้อสัญญานั้นตกเป็นโม ฆะ ใช้บังคับไม่ได้คับ
3.ข้อกฎหมายที่สำคัญอีกข้อในสัญญาเช่าซื่อ คือ
"สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาเช่า + คำมั่นสัญญาว่า
จะให้รถนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผ
เมื่อผู้เช่าจ่ายค่างวดครบค
่2.ข้อกฎหมายที่สำคัญมากๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงก็
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญ
ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์
เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543
เพราะประกาศนี้ถือว่าเป็นข้
เรียบร้อยของประชาชน ถ้าสัญญาเช่าซื้อฝ่าฝืนไม่ท
ถือว่าข้อสัญญานั้นตกเป็นโม
3.ข้อกฎหมายที่สำคัญอีกข้อในสัญญาเช่าซื่อ คือ
3.1 มีการยึดรถหรือคืนรถก่อนสัญญาเช่ าซื้อเลิกกันหรือสิ้นสุดลง
3.2 ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหลังจากสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุ ดลงแล้ว
เพราะถ้าคืนรถก่อนหรือโดนยึ ดรถก่อนสัญญาเลิกกัน
ก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสี ยหายให้กับไฟแนนซ์นะคับ
ที่นี้มาดูว่าสัญญาเช่าซื้่ อเลิกกันเมือ...
1.ผู้เช่าซิื้อสามารถบอกเลิ กสัญญาเช่าได้
โดยการส่งมอบรถยนต์คืนแก่ไฟ แนนซ์ ได้
ตามมาตรา 573
2.รถยนต์คันที่เช่าซื้อสูญห าย หรือไฟไหม้
ถูกทำลายไปสัญญาเช่าซื้อสิ้ นสุดลง
ตามมาตรา 567 เพราะสัญญาเช่าซฺื้อเป็น
สัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อรถที่ให้เช่าซื ่้อหาย ถูกทำลายแล้ว
จึงไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอีกต่ อไป
เพราะไม่ได้ใช้รถยนต์อีกต่อ ไปแล้ว
สรุปข้อนี้ คือเราไม่ต้องจ่ายค่างวดอีก ต่อไปนะคับ..
3.ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา
ซึ่งต้องปฎิบัติตามสัญญาและ ข้อกฎหมายคับ
ข้อกฎหมายที่สำคัญก็คือ
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วย สัญญา
เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์
เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543
ข้อ 3(4) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเล ิกสัญญาเช่าซื้อได้
ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำร ะค่าเช่าซื้อรายงวด 3 งวดติดๆ กัน
และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือ บอกกล่าวผู้เช่าซื้อ
3.2 ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหลังจากสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุ
เพราะถ้าคืนรถก่อนหรือโดนยึ
ก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสี
ที่นี้มาดูว่าสัญญาเช่าซื้่
1.ผู้เช่าซิื้อสามารถบอกเลิ
โดยการส่งมอบรถยนต์คืนแก่ไฟ
ตามมาตรา 573
2.รถยนต์คันที่เช่าซื้อสูญห
ถูกทำลายไปสัญญาเช่าซื้อสิ้
ตามมาตรา 567 เพราะสัญญาเช่าซฺื้อเป็น
สัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อรถที่ให้เช่าซื
จึงไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอีกต่
เพราะไม่ได้ใช้รถยนต์อีกต่อ
สรุปข้อนี้ คือเราไม่ต้องจ่ายค่างวดอีก
3.ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา
ซึ่งต้องปฎิบัติตามสัญญาและ
ข้อกฎหมายที่สำคัญก็คือ
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วย
เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์
เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543
ข้อ 3(4) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเล
ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำร
และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือ
ให้ใช้เ งินรายงวดที่ค้างชำระนั้นภา ยในเวลาอย่างน้อย 30 วัน
นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้ รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละ เลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสื อบอกกล่าวนั้น
ผู้ให้เช่าซื้อจึงจะมีสิทธิ ยึดรถได้ครับ
ซึ่งในสัญญาเช่าซื้อก็ต้องเ ขียนตามประกาศนี้คับ
ค้ือ ผิดนัดชำระค่างวด 3 งวดติดๆ กัน + กับอีก 30 วัน
นับแต่วันเราได้รับจดหมายลง ทะเบียนตอบรับ ถ้าเราไม่จ่าย
ค่างวดที่ค้างชำระ
ย้ำค่างวดเช่าซื้อที่ค้างชำระนะครับ ไม่ใช่ค่างวดที่เหลือทั้งหม ด
ถ้าเราไม่ชำระ ไฟแนนซ์จึงจะสามารถบอกเลิกส ัญญาได้
ซึ่งผลก็คือ เมื่อเราเป็นฝ่ายผิดนัดผิดส ัญญา
ตามข้อนี้ ทำให้ไฟแนนซ์ สามารถติดตามยึดรถคืนได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็จะมีตัวแทนยึดรถของไฟแนนซ ์
ไปตามยึดรถให้ ซึ่งจะมีทั้งไปยึดก่อนที่สั ญญาสิ้นสุดลง
หรือหลังจากที่สัญญาสิ้นสุด ลงตามข้อ 3
สรุป ผิดสัญญาเช่าซื้อ จะต้องรับผิดหรือไม่ ?
1.ถ้าไปยึดก่อนสัญญาสิ้นสุด ลง เรามีสิทธิไม่คืนรถได้
เขายึดไป เราไปแจ้งความเป็นหลักฐาน เรียกค่าเสียหายได้
เพราะไฟแนนซ์เป็นฝ่ายผิดสัญ ญา...
ผู้ให้เช่าซื้อจึงจะมีสิทธิ
ซึ่งในสัญญาเช่าซื้อก็ต้องเ
ค้ือ ผิดนัดชำระค่างวด 3 งวดติดๆ กัน + กับอีก 30 วัน
นับแต่วันเราได้รับจดหมายลง
ค่างวดที่ค้างชำระ
ย้ำค่างวดเช่าซื้อที่ค้างชำระนะครับ
ถ้าเราไม่ชำระ ไฟแนนซ์จึงจะสามารถบอกเลิกส
ซึ่งผลก็คือ เมื่อเราเป็นฝ่ายผิดนัดผิดส
ตามข้อนี้ ทำให้ไฟแนนซ์ สามารถติดตามยึดรถคืนได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็จะมีตัวแทนยึดรถของไฟแนนซ
ไปตามยึดรถให้ ซึ่งจะมีทั้งไปยึดก่อนที่สั
หรือหลังจากที่สัญญาสิ้นสุด
สรุป ผิดสัญญาเช่าซื้อ จะต้องรับผิดหรือไม่ ?
1.ถ้าไปยึดก่อนสัญญาสิ้นสุด
เขายึดไป เราไปแจ้งความเป็นหลักฐาน เรียกค่าเสียหายได้
เพราะไฟแนนซ์เป็นฝ่ายผิดสัญ
ผู้เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องรับผิดชอบ แถมฟ้องแย้งกลับเรียกค่าเสียหายได้ด้วย
2. ถ้าไฟแนนซ์ ไปติดตามยึดรถคืน
หลังสัญญาสิ้นสุดลงตามข้อ 3
ไฟแนนซ์ สามารถคิดค่าติดตามรถ
ค่าขาดราคารถ ค่าขาดประโยชน์ ต่างๆได้
เพราะถือว่าเราเป็นฝ่ายผิดน ัดผิดสัญญา
2. ถ้าไฟแนนซ์ ไปติดตามยึดรถคืน
หลังสัญญาสิ้นสุดลงตามข้อ 3
ไฟแนนซ์ สามารถคิดค่าติดตามรถ
ค่าขาดราคารถ ค่าขาดประโยชน์ ต่างๆได้
เพราะถือว่าเราเป็นฝ่ายผิดน
ค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ ในกรณีขายรถยนต์คันที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่านี้ที่่ค้างชำระ
ผู้ให้เช่าซื้อ สามารถฟ้องเรียกค่าขาดราคาได้ แต่ผู้ให้เช่าซื้อ ต้องปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายคือ
๑. ก่อนขาย ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ำประกัน ทราบก่อนไม่น้อยกว่า ๗ วัน เพื่อให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ สามารถซื้อรถยนต์คืนได้ในราคาที่ค้างชำระ
๒. หลังจากขายแล้ว ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบว่า ขายรถยนต์คันที่เช่าซื้อได้ราคาเท่าไหร ยังเหลือหนี้อยู่อีกเท่าไหร หรือขายได้กำไรกี่บาท ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันขายทอดตลาด
ถ้าไม่แจ้งให้ทราบตามกฎหมาย ก็เรียกค่าเสียหายค่าขาดราคาไม่ได้นะครับ...
ค่าขาดราคารถยนต์นั้นคิดคำนวณจากอะไร ?
ค่าขาดราคารถยนต์นั้น ศาลจะคิดคำนวณจากราคารถยนต์คันที่เช่าซื้อในราคาตลาดในขณะที่ขาย
หักด้วยค่างวดค่าเช่าซื้อทั้งหมดท่ี่จ่ายมาแล้ว หักด้วยราคารถยนต์คันที่เช่าซื้อที่ขายทอดตลาดได้
ค่าขาดประโยชน์ ค่าใช้รถยนต์คันที่เช่าซื้อระหว่างผิดนัด
ค่าขาดประโยชน์จากรถยนต์คันที่เช่าซื้อนั้น ส่วนมากโจทก์ก็จะอ้างว่าสามารถเอาออกให้คนอื่นเช่าได้
ในแต่ละเดือนเป็นเงินเท่ากับค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งผู้เช่าซื้อสามารถโต้เถียงได้ว่าไม่ใช่ เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ของโจทก์ ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจลดให้ได้ตามสมควรในค่าเสียหายส่วนนี้ แม้เราไม่สู้คดี
ส่วนค่าใช้จ่ายในการติดตาม ค่ายึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน ก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลตามสมควร
แนวทางในการต่อสู้คดีเช่าซื้อรถยนต์ ก็คงมีประมาณนี้ในกรณีที่รถยนต์คันที่เช่าซื้อโดนยึดแล้ว
หวังว่าจะเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ในการนำไปใช้ต่อรอง กับทางบริษัทไฟแนนซ์
หรือทนายไฟแนนซ์ได้นะครับ ว่าเราต้องรับผิดชอบประมาณนี้ ที่ท่านฟ้องมามันเยอะเกินความจริง
ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เช่าซื้อรถยนต์
หรือญาติๆ ของท่านที่โดนฟ้องคดีเช่าซื้อรถยนต์ไม่มากก็น้อยนะครับ
แล้วพบกันใหม่ที่บทความต่อไปครับ
...กฎหมายเพื่อความสุข...
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความศรีสะเกษ
วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
คดีบัตรเครดิต คดีบัตรเครดิตเป็นคดีอะไร อายุความคดีบัตรเครดิต
ปรึกษาทนายเรื่องเรื่องหนี้บัตรเครติด
จะทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต
จะทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต
ภาพคำให้การต่อสู้คดีบัตรเครติด
คดีบัตรเครดิตเป็นคดีอะไร คดีบัตรเครดิตเป็นคดีผิดนัดผิดสัญญาทางแพ่ง จัดอยู่ในคดีผู้บริโภค ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลย ( ผู้ใช้บัตร ) ณ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาตั้งอยู่ คือคดีบัตรเครดิตต้องไปขึ้นศาลที่จำเลยมีซื่่ออยู่ในทะเบียนบ้าน...เช่น ผู้ใช้บัตรมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ สมัครบัตรเครดิตอยู่กรุงเทพ เวลาโดนฟ้องคดีต้องมาขึ้นศาลจังหวัดศรีสะเกษนะครับ เพราะเป็นศาลจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
จะทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต??
๑.อันดับแรกถามตัวเองก่อนว่าได้เป็นสมัครใช้บัตรเครดิตดังกล่าวหรือเปล่า ?
๒.เราได้ใช้จ่ายบัตรเครดิตตามที่ฟ้องหรือเปล่า ยอดหนี้ตามใบเสร็จที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง ถูกต้องหรือเปล่า ?
๓.มีทางสู้คดีให้ชนะหรือเปล่า ?
๔.ถ้าสู้คดีไม่ได้ จะสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้เท่าใด ?
แนวทางการต่อสุ้คดีบัตรเครดิต จะให้การต่อสู้คดีบัตรเครดิตอย่างไรดี
๑.ต่อสู้เรื่องบัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี
อายุความบัตรเครดิต 2 ปี หมายความว่าอย่างไร เนื่องจากสัญญาบัตรเครดิตนั้นมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หรือเป็นสัญญาเดินสะพัดทางบัญชีแต่อย่างใด เเต่สัญญาบัตรเครดิต เป็นสัญญารับทำการงานต่างๆ ให้แก่สมาชิก ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยควายสะดวกแก่สมาชิก จึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34 (7) ดังนั้น ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี เพราะหากฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี ลูกหนี้บัตรเครดิตหรือจำเลยสามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจหยิบยกเรื่องอายุความขึ้นมาวินิจฉัยยกฟ้องได้
อายุความบัตรเครดิต 2 ปี นับจาก วันที่จำเลยผิดนัดครั้งแรก เช่นธนคารมีใบเสร็จใบแจ้งหนี้แจ้งให้จำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ธนาคารโจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 7 พฤษภาคม 2542
อีกแบบหนึ่งคือ ธนาคารบอกยกเลิกบัตรเครดิตแล้วแจ้งให้สมาชิกชำระหนี้ทั้งหมดภายในวันใดนั้น ถ้าสมาชิกไม่ชำระหนี้ทั้งหมดภายในกำหนดดังกล่าว ก็ถือว่าสมาชิกบัตรเครดิตผิดนัดนับแต่วันนั้นเป็นต้นไป นับอายุความ 2 ปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปคับ..
อายุความบัตรเครดิต 2 ปี สะดุดหยุดลง คือ พูดแบบง่ายๆ คือ จะครบกำหนดอายุความ 2 ปีแล้ว จะไม่ต้องรับผิดชอบใช้หนี้ให้ธนาคารแล้ว แต่ต้องกลับมานับอายุความเริ่มต้นหนึ่งใหม่อีกครั้ง เนื่องจากลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับธนาคาร หรือลูกหนี้ชำระหนี้ให้บางส่วน หรือชำระดอกเบี้ย เป็นต้น ตามมาตรา 193/14(1) เช่นไม่ได้ชำระหนี้บัตรเครดิตมาแล้ว 1 ปี 10 เดือน เหลืออีก 2 เดือนคดีจะขาดอายุความ แต่เดือนถัดมากลับไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้ 500 บาท เนื่องจากเบื่อที่โดนโทรทวงหนี้ ก็เป็นผลทำให้อายุความบัตรเครดิตสะดุดหยุดลง ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่นับถัดจากวันจ่ายหนี้เป็นต้นไป
แต่ถ้าหมดอายุความบัตรเครดิต 2 ปี แล้วมาชำระภายหลังจากที่ขาดอายุความแล้ว ก็ถือว่าอายุความขาดไปแล้ว ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ แต่จะเรียกเงินที่ชำระหนี้หลังจากขาดอายุความคืนไม่ได้ก็เท่านั้นเอง ตามมาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง
ท่านต้องยกเริื่องอายุความบัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี แล้วขึ้นเป็นคำให้การต่อสู้คดี เพราะถ้าไม่หยิบยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ ก็ถือว่าท่านสละอายุความบัตรเครดิต 2 ปี ศาลจะยกฟ้องโจทก์เนื่องจากคดีขาดอายุความเองไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/29
ตัวอย่างฎีกาบัตรเครดิต
ฎีกาที่ 8805/2544 การที่โจทก์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตให้แก่สมาชิก โดยโจทก์ให้สมาชิกใช้ซื้อสินค้าไปก่อนหรือกดเงินสดไปก่อนแล้วโจทก์ไปชำระค่าสินค้าแทนให้แล้วเรียกเก็บเงินในภายหลัง แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ จากสมาชิก เป็นกรณีที่โจทก์ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์มาตรา 19314(7) มีอายุความ 2 ปี โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ธนาคารโจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนในวันที่ 22 ธันวาคม 2542 เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/28 วรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ซึ่งหลังจากครบกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ
๒. ข้อต่อสู้อื่นๆ ก็เช่นเรื่องดอกเบี้ยคิดไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก โหดยิ่งกว่าเจ้าหนี้นอกระบบ หรือธนาคารเจ้าหนี้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือธนาคารยังไม่เสียหาย ยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญา ประเภทผ่อนขั้นต่ำอยู่ดีๆ ธนาคารกลับรวบกับบัตรอื่นมาฟ้องชะอย่างนั้น...เป็นต้น
คดีบัตรเครดิต ไม่ไปศาลตามหมายนัดจะเป็นอย่างไร ??? ก็แพ้คดีซิครับ ประมาณ 99 % อีก 1% ศาลอาจยกฟ้องก็ได้เนื่องจากความบกพร่องของโจทก์เอง แต่จริงๆ แล้วไม่ไปศาลก็ได้นะครับ ถ้าคุณคิดว่าไม่เกิดประโยชน์เสียเวลา ทำมาหากิน...เพราะว่า
1.คดีบัตรเครติดเป็นคดีแพ่ง จำเลยไม่ต้องไปศาลก็ได้ อาจแต่งตั้งให้ทนายทำแทน มอบอำนาจให้คนอื่นไปแทน หรือไม่ต้องทำอะไรก็ได้ตามสิทธิของจำเลยไม่โดนจับอยู่แล้ว
2.ถ้าดูแล้ว คุณสมัครบัตรเครดิตจริง ใช้บัตรเครดิตจริงตามฟ้อง ไม่มีข้อต่อสู้คดีอะไรที่จะชนะคดีได้ เสียค่าทนาย ค่ารถ ค่าทำมาหากินเปล่า ๆๆ ก็ไม่ต้องไปศาลครับ
3.ประเภทที่ไม่สามารถเจรจาตกลงไกล่เกลี่ยกับทางธนาคารได้ กับทนายโจทก์ได้ เพราะหลังจากโดนฟ้อง คุณสามารถโทรไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางธนาคารได้ ซึ่งบางธนาคารก็ใจดี ลดต้น ลดดอกให้ บางธนาคารก็ลดให้เฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น และทางธนาคารจะกำหนดเงื่อนไขให้คุณผ่อนชำระมา ถ้าคุณโทรคุยแล้ว ตกลงไม่ได้ คุณคิดว่าไม่ไหวแน่ๆๆ คุณก็ไม่ต้องมาศาลให้เสียเวลา เพราะมาก็คุยตกลงกันไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าคุณคิดว่าพอไหวขอต่อเวลาผ่อนชำระอีกหน่อย คุณควรมาศาล เจรจาขอเองเบื้องต้นก่อน ถ้าไม่ได้ก็ขอให้ศาลผู้พิพากษาช่วยขอให้ เพราะความจริงแล้วธนาคารเขายังขยายเวลาให้คุณผ่อนชำระได้อยู่...
4.ส่วนเรื่องดอกเบี้ยร้อยละ 28 ต่อปี หรือเงินดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกมาในฟ้อง ศาลท่านมีอำนาจที่จะปรับลดให้ตามสมควรอยู่แล้ว...ท่านไม่มา หรือมาแล้วไม่สู้คดี ศาลท่านก็ใจดีมีอำนาจตัดลดให้อยู่แล้ว
5.แต่ถ้าท่านเห็นว่าคดีท่านมีทางชนะ เช่นคดีขาดอายุความแล้ว ท่านควรมาศาล เพราะถ้าไม่มาท่านก็จะเเพ้คดี เพราะศาลไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกเรื่องอายุความ มาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้ แม้ศาลท่านใจดีอยากจะช่วยท่านก็ตาม เนื่องจากท่านไม่มาศาลไม่มาต่อสู้คดีและหยิบยกเรื่องบัตรเครดิตขาดอายุความแล้วขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดี...
กฎหมายเกี่ยวกับบัตรเครดิต
๑. อายุความบัตรเครดิต 2 ปี ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์มาตรา 19314(7)
๒.อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) จากการรับสภาพหนี้ ชำระหนี้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย
๓.เรียกเงินที่ชำระหลังขาดอายุความคืนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง
๔.อายุความบัตรเครดิต 2 ปี ต้องยกขึ้นให้การต่อสู้คดี ศาลจึงจะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/29 " เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้"
ส่วนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับบัตรเครดิต ก็มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องดอกเบี้ย เบี้ยปรับต่างๆ
เป็นหนี้บัตรเครดิตติดคุกหรือไม่ ??
คำถามสุดท้าย เป็นหนี้บัตรเครดิต ติดคุกหรือไม่ ทนายขอตอบว่าคดีบัตรเครดิตเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญาจึงไม่ติดคุก เพราะเมื่อคุณแพ้คดี ไม่จ่ายหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ธนาคารก็จะมีการส่งคำบังคับให้คุณชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับหมาย ถ้าคุณยังไม่จ่าย ธนาคารก็จะมีการบังคับคดี ยึดทรัพย์คุณออกขายทอดตลาด หรือยึดเงินเดือนคุณ เป็นต้น ถ้าคุณไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึด เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถจับคุณเข้าคุกได้ รอยึดทรัพย์คุณไปภายใน ๑๐ ปี ถ้าไม่มีอะไรให้ยึดก็จบ..ตัวใครตัวมัน..แบบว่าไม่ต้องมากู้เงินกับธนาคารนี้อีกแล้วนะ และธนาคารอื่นอาจไม่ปล่อยกู้ด้วยเพราะเสียเครดิตแล้ว
แต่เป็นหนี้บัตรเครติดอาจติดคุกได้ ถ้าคุณโกงเจ้าหนี้ ประเภทมีทรัพย์สินแล้วกลัวโดนยึด เอาทรัพย์สินไปโอนย้ายให้คนอื่น หรือประเภทโดนยึดทรัพย์ขายทอดตลาดแล้ว ได้รับหมายแจ้งให้ออกจากบ้านแล้วไม่ยอมออก ก็ต้องถูกจับไปนอนคุกเพื่อส่งมอบบ้านให้กับคนซื้อต่อไปครับผม...
เรื่องบัตรเครดิต ก็คงมีประเด็นประมาณนี้ครับ
ถ้าส่งสัยอะไรสอบถามเพิ่มเติมได้ครับจะมาตอบให้
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ทนายความศรีสะเกษ
วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
รถชนหมา รถชนวัวควาย ใครถูก ใครผิด
คดีรถชนหมา รถชนวัว ชนควาย ใครถูก ใครผิด
ขับรถชนหมา ชนวัวควาย ใครถูกใครผิด?
"ควายไม่รู้ภาษา คนซิต้องผิด"
ใช่ครับควายไม่ผิด เพราะไม่รู้ภาษา
แต่คนรู้ภาษา จึงต้องผิด แต่คนไหนจะผิด
คนขับรถหรือเจ้าของควาย....หรือคนเลี้ยงควาย
เรื่องรถชนควาย ชนวัว หรือชนสุนัข มีหลักเกณฑ์ กฎหมาย ดังนี้ครับ
๑.ถนนมีไว้ให้รถวิ่ง กฎหมายออกมาเพื่อความปลอดภั ย
ของคนใช้รถ ใช้ถนนครับ
....คือไม่ได้มีไว้สำหรับให ้สุนัขวิ่ง หรือให้วัวหรือควายเดิน
ถ้าจะให้ควายวัว หมาเดิน เจ้าของต้องดูแลให้ดีครับ
ดูแลไม่ดี ไม่เพียงพอ เจ้าของหมา วัว ควาย
จึงต้องรับผิด
...ขนาดมีป้ายให้วัวควายเดิ นแล้ว
เจ้าของวัวควาย ก็ยังผิด ถ้าดูแลไม่ดี
ไม่เพียงพอ...
...รับผิดตาม พรบ.จราจร...
๒.หมา วัว ควาย ไม่รู้ภาษาไม่ผิด คนซิต้องผิด
ใช่ครับ หมา วัว ควาย ไม่รู้ภาษา ไม่รู้กฎจราจร
ข้ามได้ ข้ามไม่ได้...ดังนั้น หมา วัว ควาย จึงไม่ผิดครับ
แต่เจ้าของหมา วัว ควาย รู้ภาษา รู้กฎจราจรไหมครับ..
เมื่อเจ้าของหมา วัว ควาย รู้ภาษาคน
จึงต้องรับผิดแทนหมา วัวควาย ครับ ถ้า???
....เจ้าของวัวควาย หรือสุนัข ผิดเพราะไม่ดูแลหมา วัว ควายให้ดี
....ดังนั้นเจ้าของหมา วัว ควาย จึงต้องรับผิดแทนหมาครับ
สรุปต้องจ่ายเงินให้คนชนครั บ
...เสียทั้งควาย วัวหรือสุนัข และต้องเสียทั้งเงิน....
ชดใช้ความเสียหายให้คนชน
ต้องรับผิดตาม กฎหมายเเพ่ง มาตรา ๔๓๓
๓.กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้นคร ับ...
เจ้าของสุนัข วัวควาย ไม่ต้องรับผิด
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า ดูแลดีแล้ว เพียงพอแล้ว
เป็นความประมาทของคนขับรถเอ ง...
เช่นขับรถมาด้วยความเร็วสูง มีป้ายวัวควายเตือน ก็ไม่ใช้ความระมัดระวัง
เห็นวัว ควาย หรือสุนัขอยู่ข้างหน้า ก็ไม่ชะลอความเร็วรถลง เป็นต้น
กรณีนี้ คนขับรถชนควาย ชนวัว หรือชนสุนัขเป็นฝ่ายผิด
ข้อกฎหมาย ขับรถชนวัว ชนควาย หรือชนสุนัข
พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๑๑
พรบ.ทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๔๖, ๑๔๘
ฎีการถชนวัว ชนควาย ๕๑๙๗ /๒๕๕๖
ฎีกาข้างต้น ซึ่งเจ้าของวัวถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ศาลฎีกาได้โปรดวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยให้เหตุผลไว้ว่า " ซึ่งกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติในทำนองเดียวกันว่า " ห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร เเละไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ"
โดยกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทสันนิฐานให้ถือว่าเจ้าของสัตว์เป็นผู้กระทำความผิด หรือบัญญัติให้เจ้าของสัตว์จะต้องรับผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว แม้จะมิได้เป็นผู้จูง ไล่ต้อน ปล่อยหรือเลี้ยงสัตว์ด้วยตนเองก็ตาม " เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง...
แต่ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ กลับให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงสัตว์นั้นเป็นฝ่ายผิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คนขับรถชน
เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสุจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น "
จากกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า วัวควาย สุนัข เดินในถนนได้ แต่เจ้าของ หรือผู้ดูแลต้องดูแลให้ดี ให้เพียงพอ ไม่ให้กีดขวางการจราจร....
แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น กรณีรถชนควาย รถชนวัว หรือรถชนสุนัข
ต้องดูว่า ใครฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประมาทมากน้อยกว่ากัน
ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่าก็สามารถเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายที่ประมาทมากกว่าได้...
แต่ฝ่ายที่มีภาระพิสูจน์ในกรณีค่าเสียหายทางแพ่ง คือ เจ้าของวัว เจ้าของควาย หรือเจ้าของสุนัข
ที่่ต้องพิสูจน์ว่าได้ใช้ความระมัดระวังที่เพียงพอแล้ว....
สรุป รถชนวัว รถชนควาย รถชนสุนัข ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด
ต้องไปดูว่าใครประมาทมากน้อยกว่ากัน หรือผิดทั้งสองฝ่าย
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ปล. ถ้าชอบให้กด Like ถ้าใใช่กดShare แต่ถ้ารักให้กด Love
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
ภาพรถชนควาย ใครผิด ใครถูก ??
ขับรถชนหมา ชนวัวควาย ใครถูกใครผิด?
"ควายไม่รู้ภาษา คนซิต้องผิด"
ใช่ครับควายไม่ผิด เพราะไม่รู้ภาษา
แต่คนรู้ภาษา จึงต้องผิด แต่คนไหนจะผิด
คนขับรถหรือเจ้าของควาย....หรือคนเลี้ยงควาย
เรื่องรถชนควาย ชนวัว หรือชนสุนัข มีหลักเกณฑ์ กฎหมาย ดังนี้ครับ
๑.ถนนมีไว้ให้รถวิ่ง กฎหมายออกมาเพื่อความปลอดภั
ของคนใช้รถ ใช้ถนนครับ
....คือไม่ได้มีไว้สำหรับให
ถ้าจะให้ควายวัว หมาเดิน เจ้าของต้องดูแลให้ดีครับ
ดูแลไม่ดี ไม่เพียงพอ เจ้าของหมา วัว ควาย
จึงต้องรับผิด
...ขนาดมีป้ายให้วัวควายเดิ
เจ้าของวัวควาย ก็ยังผิด ถ้าดูแลไม่ดี
ไม่เพียงพอ...
...รับผิดตาม พรบ.จราจร...
๒.หมา วัว ควาย ไม่รู้ภาษาไม่ผิด คนซิต้องผิด
ใช่ครับ หมา วัว ควาย ไม่รู้ภาษา ไม่รู้กฎจราจร
ข้ามได้ ข้ามไม่ได้...ดังนั้น หมา วัว ควาย จึงไม่ผิดครับ
แต่เจ้าของหมา วัว ควาย รู้ภาษา รู้กฎจราจรไหมครับ..
เมื่อเจ้าของหมา วัว ควาย รู้ภาษาคน
จึงต้องรับผิดแทนหมา วัวควาย ครับ ถ้า???
....เจ้าของวัวควาย หรือสุนัข ผิดเพราะไม่ดูแลหมา วัว ควายให้ดี
....ดังนั้นเจ้าของหมา วัว ควาย จึงต้องรับผิดแทนหมาครับ
สรุปต้องจ่ายเงินให้คนชนครั
...เสียทั้งควาย วัวหรือสุนัข และต้องเสียทั้งเงิน....
ชดใช้ความเสียหายให้คนชน
ต้องรับผิดตาม กฎหมายเเพ่ง มาตรา ๔๓๓
๓.กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้นคร
เจ้าของสุนัข วัวควาย ไม่ต้องรับผิด
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า ดูแลดีแล้ว เพียงพอแล้ว
เป็นความประมาทของคนขับรถเอ
เช่นขับรถมาด้วยความเร็วสูง มีป้ายวัวควายเตือน ก็ไม่ใช้ความระมัดระวัง
เห็นวัว ควาย หรือสุนัขอยู่ข้างหน้า ก็ไม่ชะลอความเร็วรถลง เป็นต้น
กรณีนี้ คนขับรถชนควาย ชนวัว หรือชนสุนัขเป็นฝ่ายผิด
ข้อกฎหมาย ขับรถชนวัว ชนควาย หรือชนสุนัข
พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๑๑
พรบ.ทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๔๖, ๑๔๘
ฎีการถชนวัว ชนควาย ๕๑๙๗ /๒๕๕๖
ฎีกาข้างต้น ซึ่งเจ้าของวัวถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ศาลฎีกาได้โปรดวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยให้เหตุผลไว้ว่า " ซึ่งกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติในทำนองเดียวกันว่า " ห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร เเละไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ"
โดยกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทสันนิฐานให้ถือว่าเจ้าของสัตว์เป็นผู้กระทำความผิด หรือบัญญัติให้เจ้าของสัตว์จะต้องรับผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว แม้จะมิได้เป็นผู้จูง ไล่ต้อน ปล่อยหรือเลี้ยงสัตว์ด้วยตนเองก็ตาม " เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ศาลฎีกาจึงยกฟ้อง...
แต่ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ กลับให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงสัตว์นั้นเป็นฝ่ายผิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คนขับรถชน
เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสุจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น "
จากกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า วัวควาย สุนัข เดินในถนนได้ แต่เจ้าของ หรือผู้ดูแลต้องดูแลให้ดี ให้เพียงพอ ไม่ให้กีดขวางการจราจร....
แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น กรณีรถชนควาย รถชนวัว หรือรถชนสุนัข
ต้องดูว่า ใครฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประมาทมากน้อยกว่ากัน
ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่าก็สามารถเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายที่ประมาทมากกว่าได้...
แต่ฝ่ายที่มีภาระพิสูจน์ในกรณีค่าเสียหายทางแพ่ง คือ เจ้าของวัว เจ้าของควาย หรือเจ้าของสุนัข
ที่่ต้องพิสูจน์ว่าได้ใช้ความระมัดระวังที่เพียงพอแล้ว....
สรุป รถชนวัว รถชนควาย รถชนสุนัข ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด
ต้องไปดูว่าใครประมาทมากน้อยกว่ากัน หรือผิดทั้งสองฝ่าย
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ปล. ถ้าชอบให้กด Like ถ้าใใช่กดShare แต่ถ้ารักให้กด Love
กฎหมายเพื่อความสุข
ทนายธีรวัฒน์ นามวิชา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









